เนียต

จาก MuslimCampus

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

จุดใหญ่ที่สุดในศาสนาอิสลามก็คือ การยอมรับในเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งนำไปสู่การยอมรับปฏิบัติตามกำหนดกฏเกณฑ์ของพระองค์ อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ความผาสุขของมนุษยชาติและสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาล โดยการปฏิบัติตามบุคคลที่พระองค์ทรงมอบหมาย ให้มีหน้าที่นำมนุษยชาติทั้งปวง ไปสู่สัจธรรมของพระองค์ นั่นคือการยอมรับในการเป็นศาสนทูตของมูฮัมหมัด ดังนั้นมุสลิมจึงต้องปฏิญาณตนว่า

"อัชฮะดุอันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ วะ อัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัรเราะซุลุลลอฮ" 
"ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้า(อื่นใด)นอกจากอัลลอฮ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า มุฮัมหมัดเป็นศาสทูต(รซูล)ของอัลลอฮ" 

การปฏิญาณนี้มิใช่เป็นการยอมรับแต่เพียงลมปากเท่านั้น หากแต่จะต้องยอมรับซึมซาบลงไปถึงส่วนลึกของจิตใจด้วย การยอมรับนี้ จะทำให้เขายอมรับ ยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสิ้นเชิง หลักการข้อนี้นับว่าเป็นหัวใจและรากฐานของอิสลามทีเดียว เพราะจะนำไปสู่การยอมรับปฏิบัติในหลักการข้ออื่นๆ อย่างแน่วแน่และเต็มใจ โดยที่เขาจะไม่บิดพริ้วหรือปฏิเสธเลย ซึ่งแน่นอนในบรรดาหลักการทั้งหลาย และกฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ล้วนเป็นสัจจธรรมที่จะนำมนุษย์ไปสู่การเป็นสิ้งถูกสร้างที่สูงส่ง นำไปสู่สังคมที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงและเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่ไม่มีระบอบใดๆ ที่มนุษย์คิดค้นประดิษฐ์กันขึ้นสามารถนำไปสู่ได้

แต่การที่มนุษย์จะเข้าถึงระบอบแห่งสัจจธรรมดังกล่าวนั้นได้ ก็จำเป็นจะต้องผ่านมาจากบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกให้เป็นผู้ประกาศสัจจธรรมของพระองค์ คือ ท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ดังนั้น มุสลิมจึงจะต้องปฏิญาณว่า "มุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ" และปฏิญาณตามแบบอย่างแนวทางของท่าน จากการยอมรับในเอกภาพและอานุภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า ประกอบกับหลักฐานการเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) จนทำให้มนุษย์ยอมจำนนและเขาประกาศยอมรับการเป็นศาสนทูตของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) จะทำให้เขาไม่กล้าที่จะปฏิเสธหลักการ หรือการกระทำการนอกแนวแห่งสัจธรรมที่นำมาโดยมุฮัมหมัด หากแต่จะทำให้เขายินดีและกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติตามทางนำนั้น เขาจะพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต เลือดเนื้อของเขา เพื่อผดุงไว้ซึ่งอิสลามทางนำแห่งพระผู้เป็นเจ้า เพื่อผลักดันสังคมไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ความสมบูรณ์ และสงบสันติ ดั่งเช่นที่วีรชนมุสลิมในอดีตได้เคยเสียสละมาแล้วจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้

จะเห็นได้ว่าการเป็นมุสลิมจะต้องประกอบไปด้วย การยืนยันด้วยวาจา การยอมรับศรัทธาอย่างแน่วแน่ด้วยจิตใจ ซึ่งจะตามมาด้วยการปฏิบัติตามหลักการอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งบรรดาหลักปฏิบัติทั้งหลายในอิสลาม ล้วนต้องอาศัยความอุตสาหะ วิริยะ อดทน และเสียสละอย่างสูง และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ล้วนส่งผลดีให้แก่ตัวมนุษย์เองทั้งสิ้น แต่เขาจะย่อท้อและไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการต่างๆ เหล่านั้น ต่อไปถ้าขาดเสียซึ่งการศรัทธาอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคงซึ่งจะทำให้มนุษย์ขาดกำลังใจ ขาดที่พึ่ง ขาดความอุตสาหะ ขาดความอดทน ดังนั้นเขาจะไม่สามารถผลักดันสังคมของมนุษยชาติไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ได้ ใช่แต่เท่านั้น เขากลับเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าของสังคม เพราะไม่มีความอดทนพอ ไม่สามารถบากบั่นต่อสู้อุปสรรคและขาดที่พึ่ง ดังนั้นเขาพยายามแสวงหาที่พึ่งจากสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเขา เช่น ก้อนหิน อิฐ ปูน ภูเขา ต้นไม้ สิงสาราสัตว์ จนกระทั่งอารมณ์ฝ่ายต่ำของตัวเอง เขาจะยอมตัวเป็นทาสรับใช้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ยอมปฏิบัติตามคำบงการของอารมณ์ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ทำลายตัวเอง และทำลายสังคมการปฏิเสธการเป็นศาสนทูตของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) นั่นหมายถึงการปฏิเสธสัจธรรม อันเป็นทางนำแก่มวลมนุษย์ แล้วเขาก็พยายามคิดค้นหาระบอบระเบียบวิธีการอื่นๆ ขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาต่างๆ ที่เขาเผชิญอยู่จริง เขาอาจสามารถแก้ปมปัญหาหนึ่งได้ แต่ตามวิธีของเขานั้นจะกลับไปผูกปมปัญหาอื่นๆ ขึ้นอีกหลายสิบปม และไม่ว่าเขาจะคิดค้นวิธีการเช่นไรขึ้นมาก็ตามมันจะไม่สามารถแก้ปัญหาของเขาได้ นอกจากระบอบของอิสลาม ซึ่งได้วางแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ไว้พร้อมมูล ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลักการข้อนี้เป็นหัวใจของอิสลาม บรรดาหลักการต่างล้วนตั้งอยู่บนรากฐานแห่งการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น และมิใช่เพียงแต่การกล่าวกันด้วยวาจาเท่านั้น หากแต่จะต้องเข้าใจความหมายและศรัทธาอย่างจริงจังด้วยว่า

"ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ และมุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ"

อ้างอิง

  • สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม. อะไรในอิสลาม กรุงเทพฯ (1) 2521.
เครื่องมือส่วนตัว