จาก MuslimCampus
การประกอบพิธีฮัจย์ เป็นหลักการประการสำคัญประการหนึ่งของหลักการอิสลามทั้ง 5 ประการ พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า
"และสำหรับสิทธิของพระองค์อัลลอฮที่มีเหนือมนุษย์ คือ การประกอบพิธีฮัจย์ ณ บัยตุลลอฮ์ สำหรับผู้ที่มีความสามารถ" ( ซูเราะห์ อัล อิมรอน โองการที่ 97 )

จากโองการแห่งพระคัมภีร์อัลกุรอานนี้ ทำให้เราทราบได้ว่า อิสลามบัญญัติการประกอบพิธีฮัจย์สำหรับผู้ที่มีความสามารถ กฏเกณฑ์เกี่ยวกับความสามารถในที่นี้จำเป็นที่บุคคลจะต้องบรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะ เป็นอิสระ มีสุขภาพดี และเส้นทางไปประกอบพิธีฮัจย์มีความปลอดภัย ส่วนสตรีเพศนั้นจำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองของนาง สามีของนาง หรือผู้ที่ไว้วางใจได้ติดตามนางไปด้วย ถ้าหากไม่มีผู้ใดดังที่กล่าวมาร่วมเดินทางไปกับนาง ตามนัยนี้ก็ยังไม่มีความจำเป็นสำหรับนางที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ถึงแม้ว่านางจะมีคุณสมบัติอื่นๆ อย่างครบถ้วนแล้วก็ตาม เกี่ยวกับทุนทรัพย์นั้นจำเป็นที่บุคคลจะต้องมีทุนทรัพย์อย่างพอเพียงสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจย์ อีกทั้งยังจะต้องมีสินเงินทองอย่างพอเพียง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้อยู่ภายใต้การดูแลของเขาที่อยู่เบื้องหลังด้วย การที่บุคคลออกหาเงินบริจาค หรือขายที่ดินสำหรับ ทำมาหากินตลอดจนขายบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และทรัพย์สินที่จำเป็นในการประกอบสัมมาชีพ เพื่อนำเงินทองมาใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจย์ การกระทำเช่นนี้มิได้อยู่ในอุดมการณ์ของอิสลามแต่อย่างใด ส่วนสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือจำเป็นที่บุคคลจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเดี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจย์ ตลอดจนวิทยปัญญาเกี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจย์เป็นอย่างดี ก่อนที่เขาจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เพื่อเขาจะได้ไม่ไปประกอบพิธีฮัจย์ในรูปที่ว่าไปเหมือนมา มาเหมือนไป โดยที่มิได้รับข้อคิดอะไรติดมือไปแม้แต่น้อย
ผู้ใดที่จะประกอบพิธีฮัจย์ก็จำเป็นที่เขาจะต้องเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ เพื่อพระองค์อัลลอฮองค์เดียว เพราะว่าการปฏิบัติศาสนกิจของบุคคลที่จะได้รับภาคผลหรือไม่นั้น ย่อมจะขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของเขาเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าบุคคลเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ เพื่อที่จะโอ้อวด หรือเพื่อที่จะแสดงว่าตนได้ประกอบพิธีฮัจย์แล้ว หรือมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นเรียกตนว่า "ฮัจยี" หรือเพื่อที่จะโอ้อวดถึงความร่ำรวยของตน หรือเพื่อที่จะใช้การประกอบพิธีฮัจย์เป็ฯเครื่องมือในการประกอบกิจการงานหนึ่งงานใดหรืออื่นๆ การประกอบพิธีฮัจย์ของเขาก็หาคุณค่าอะไรมิได้ ณ พระองค์อัลลอฮ อีกทั้งเขายังเท่ากับได้ตั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเป็นพระเจ้า คู่เคียงกับพระองค์อัลลอฮ (ซุบห์ฯ ) อีกด้วย
ดูเหมือนว่า หลักการประกอบพิธีฮัจย์จะเป็นหลักการที่คงความสำคัญที่สุดของอิสลาม ทั้งนี้เนื่องจากว่าจำเป็นที่บุคคลจะต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระองค์อัลลอฮซุบห์ณฯ เช่นการเสียสละเงินทองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจย์ ละทิ้งลูกหลานและญาติพี่น้องไว้เบื้องหลัง เสียสละกำลังความสามารถและจิตใจเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะห์
การประกอบพิธีฮัจย์ เริ่มต้นด้วยการครองชุดเอียห์ราม คือการนุ่งห่มด้วยผ้าสีขาว 2 ชิ้น การนุ่งห่มด้วยผ้าสีขาวนี้ นอกจากจะเป็นภาพพจน์แสดงถึงการมีร่างกายที่บริสุทธิ์สะอาดหมดจดแล้ว ยังจะแสดงถึงการมีจิตใจอันบริสุทธิ์ของบุคคล ปราศจากกิเลศมารและการมักมากใน รูป รส กลิ่น เสียง ตลอดจนความเพริดแพร้วของโลกนี้ พร้อมกับตั้งมั่นอยู่กับความสำรวมตนต่อพระองค์อัลลอฮพระองค์เดียว และไม่ปฏิบัติสิ่งใดที่ขัดกับหลักวินัยบัญญัติแห่งการประกอบพิธีฮัจย์ เช่น การล่าสัตว์ การตัดต้นไม้ การพูดและการกระทำในสิ่งที่ลามก เป็นต้น นอกจากนี้แล้วเขาก็จะตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนต่างทัดเทียมกันและมีความเสมอภาคกัน ณ พระองค์อัลลอฮ (ซุบห์) ไม่มีผู้ใดที่จะประเสริฐไปกว่าผู้ใด ไม่ว่าเขาจะมีความร่ำรวย มีทรัพย์สินท่วมฟ้า มีความยากจน หรือมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่สักเพียงใดก็ตาม สำหรับผู้ที่มีเกียรติมากที่สุด ณ พระองค์อัลลอฮ คือ ผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์มากที่สุด พระองค์ทรงตรัสว่า
"มนุษย์เอ๋ย เราได้บังเกิดสูเจ้าทั้งชายและหญิง และได้ทำให้สูเจ้ากลายเป็นก๊กเป็นเหล่า เพื่อสูเจ้าทั้งหลายจะได้ทำความรู้จักกันแท้จริง
ผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่สูเจ้า ณ พระองค์อัลลอฮคือ ผู้ที่ยำเกรงมากที่สุดในหมู่สูเจ้า" ( ซูเราะห์ อัล-หุจรอต โองการที่ 3 )
การที่พระองค์อัลลอฮได้ทรงบัญญัติการครองชุดเอี๊ยะห์รามสำหรับผุ้ที่มาประกอบพิธีฮัจย์ ก็เพื่อที่จะฝึกความยำเกรงของเขา หลังจากที่พระองค์ได้ทรงฝึกความเกรงของเขามาตลอดเวลา ก่อนที่เขาจะมาประกอบพิธีฮัจย์คือการละหมาดของเขา การบริจาคทาน (ซากาต) ของเขา และการถือศีลอดของเขา โดยที่ศาสนาบัญญัติประการต่างๆ เหล่านี้สามารถหักห้ามมิให้เขากระทำในสิ่งที่ชั่วช้า น่าเกลียด การหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ความมักมากในกามคุณ ความละโมภ การมักมากในทรัพย์สินเงินทอง ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว และความใจแคบ เป็นต้น
หลังจากที่บุคคลได้ครองชุดเอี๊ยะห์ราม เขาก็จะรำลึกอยู่เสมอว่า เขาคือบ่าวของพระองค์อัลลอฮ พระองค์คือ ผู้ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร ไม่มีผู้ที่ให้ประโยชน์และป้องกันภัยร้ายได้นอกจากพระองค์ พระองค์คือ ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพสำหรับเขา และไม่ผู้ใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์ พร้อมกันนั้น เขาก็จะเปล่งเสียงว่า
"โอ้ พระองค์อัลลอฮ ข้าพระองค์ ขอตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ โดยไม่ตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ แท้จริงมวลการสรรเสริญ
ความโปรดปราน และอภิมหาอำนาจเป็นของพระองค์ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์"
นอกจากพี่น้องฮจยาดจะได้ตอบสนองต่อคำเรียกร้องของพระองค์อัลลอฮแล้ว เขายังได้ปฏิบัติตามดุอา (พร) ซึ่งท่านศาสดาอิบรอฮีได้กล่าวไว้ว่า
"โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ แท้จริง ข้าพระองค์ได้ทรงให้วงศ์วานของข้าพระองค์อาศัยอยู่ ณ หุบเขา ซึ่งปราศจากพืชผล
ที่เคหะของพระองค์ซึ่งเป็นเขตหวงห้าม พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงให้เขาเหล่านั้นดำรงละหมาด
และทำให้จิตใจของมนุษย์ใผ่ที่จะเดินทางไปยังเขาเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาเหล่านั้นจากผลไม้ต่างๆ มาตรว่า
เขาเหล่านั้นจะขอบคุณ" ( ซูเราะห์ อิบรอฮี โองการที่ 37 )
และในชุดเอียะห์รามนี้ บรรดาฮุจยาดจะมุ่งสู่นครมักกะห์ เมืองแห่งความสงบเมืองแห่งศานติ และเมืองแห่งการประกอบความดี เขาจะทำการเวียนรอบวิหารกะฮบะห์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีแห่งบ่าวของพระองค์บนผืนแผ่นดินนี้ ดังเช่นกับพฤติกรรมแห่งบ่าวของพระองค์ ณ ฟากฟ้า คือมะลาอิกะฮ โดยที่เขาเหล่านั้นได้เวียนรอบบัลลังก์ และสดุดีสรรเสริญต่อพระองค์ ดังที่พระอคัมภีร์ อัล-กุรอานได้กล่าวว่า
"และมะลาอิกะฮผู้แบกบัลลังก์ และผู้เวียนรอบมันแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเขาทั้งหลาย เขาเหล่านั้นมีความศรัทธาในพระองค์
และขออภัยโทษให้กับบรรดาผู้ที่ศรัทธา" ( ซูเราะห์ ฆอพิร โองการที่ 7 )
นอกจากนี้แล้ว การเวียนรอบวิหารกะฮบะห์ยังเป็นการรำลึกถึงศาสนกิจประการสำคัญ ซึ่งเป็นมรกดตกทอดมานับตั้งแต่สมัยของท่านศาสดอิบรอฮีม หรืออับราฮัมในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นคือ การเวียนรอบวิหารกะฮบะห์ พระองค์อัลลฮทรงตรัสว่า
"และเมื่อเราได้ให้อิบรฮีมตั้งมั่นอยู่ ฯ สถานี่แห่งเคหะนี้ พลางกล่าวกับเขาว่าเจ้าจงอย่างตั้งสิ่งใดเป็นภาคีต่อข้า และจงทำความสะอาดเคหะของข้า
สำหรับผู้มาเวียนรอบผู้ยืนนมัสการ ผู้โค้งคำนับ ผู้ก้มกราบ" ( ซูเราะห์ อัล-ฮัจย์ โองการที่ 26 )
มีนักศึกษาวิชาตะวันออหรือโอเรียนทาสลิสต์บางคนกล่าวหาว่า การที่มุสลิมเวียนรอบและผินหน้าไปทางวิหารกะอบะห์ เป็นปรากฏการณ์หนึ่งแห่งการบูชาเจว็ด หรือเป็นการปฏิบัติตามศาสนาของชาวอาหรับสมัยอนารยะยุค ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะมุสลิมทำการเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮองค์เดียว สำหรับวิหารกะอบะห์ก็เป็นแต่เพียงจุดศูนย์รวมแห่งการเคารพภักดีต่อพระเจ้า และมันเป็นมรดกตกทอดมานับตั้งแต่สมัยของท่านศาสดาอิบรอฮีม มิใช่ว่าจะเพิ่งมีขึ้นในสมัยอาหรับอนารยะยุค และมันก็เป็นแต่เพียงด้อนศิลาธรรมดา หาได้มีความสำคัญมากมายไปกว่านี้ไม่ พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ อัล-กุรอาน ว่า
"แท้จริง เคหะหลังแรกที่ถูกตั้งขึ้น (เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเคารพภักดีขอมนุษย์ต่อพระเจ้า) อยู่ ณ นครมักกะฮ
โดยมีความจำเริญและเป็นทางนำสำหรับในุษย์ชาติ" ( ซูเราะห์ อาล อิมรอน โองการที่ 69 )
และไม่ว่าบุคคลจะผินหน้าไปยังทิศใด พระองค์อัลลอฮจะทรงสถิตย์อยู่ ณ ทิศนั้น" ( ซูเราะห์ อัล - บากอเราะห์ โองการที่ 115 )
โดยเหตุนี้ การที่มุสลิมทำการนมัสการโดยการผินหน้าไปยังวิหารกะอบะห์หรือทำการเวียนรอบวิหารนี้ จึงเป็นเอกลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของมุสลิม และการจัดระเบียบสำหรับการนมัสการของมุสลิมเท่านั้น หาได้มีเหตุผลเป็นอย่างอื่นไม่
ส่วนการทีมุสลิมจูบหรือสัมผัสหินดำ หินก้อนนี้ก็หาได้มีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีอิทฤทธิ์แต่ประการใดไม่ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์แห่งจุดเริ่มต้นในการเวียนรอบวิหารกะอบะห์ และเป็นจุดมุ่งหมายแห่งการที่มุสลิมให้สัตยายบันกับพระองค์อัลลอฮ โดยการกล่าวว่า
"โอ้ อัลลอฮ ข้าพระองค์มีความศรัทธาต่อพระองค์ (มิใช่ศรัทธาต่อหินดำ หินกะอบะห์ หรือต่อสิ่งอื่นๆ) มีความยึดมั่นในคัมภีร์ของพระองค์
(มิใช่เชื่อมั่นในสิ่งที่เหลาวไหลไร้สาระ) มีความซื่อสัตย์ต่อสัญญาของพระองค์ (คือ การมีเอกภาพต่อพระองค์ และไม่ตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์)
และดำเนินตามแนวทางแห่งศาสดาของพระองค์ของพระองค์ (มิได้ตำเนินตามแนวทางของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ว่าเขาจะความรู้ความสามารถสักเพียงใด
หรือมีสติปัญญาปราดเปรื่องสักเพียงใดก็ตาม)"
ขณะที่ท่านอุมัร อิบนุลคอตตอบ จูบหินดำ ท่านได้กล่าวว่า
"ฉันทราบดีวา เจ้าเป็นก้อนหินธรรมดา มิได้ให้โทษและให้ประโยชน์แต่กประการใด ถ้าหากว่าฉันไม่เห็นท่านศาสดาจูบเจ้าฉันก็จะไม่จูบเจ้าเป็นอันขาด"
รายงานโดย นักบันทึกวจนะทั้ง 5
แล้วท่านก็ร้องไห้ พลางหันไปถามท่านอะลี บนิ อะบีฏอลิ ถึงเหตุผลเกี่ยวกับการนี้ ท่านอะลีกล่าวว่า "ท่านผู้ปกครองของศรัทธาชน แท้จริงหินดำนี้ให้ทั้งประโยชน์และให้ทั้งโทษแก่มนุษย์" ท่านอุมัรกล่าว่า "เพราะเหตุใด" ท่านอะลีตอบว่า "เพราะมันจะเป็นพยานในวันปรโลกว่า ผู้ใดที่มีความซื่อสัตย์ต่อสัญญาของอัลลอฮ (คือการมีเอกภาพต่อพระองค์) และผู้ใดที่บิดพริ้วต่อสัญญาของพระองค์ (คือการตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ หรือไม่ยอมเคารพภักดีต่อพระองค์)"
สำรหับผู้ที่สร้างวิหารกะอบะห์ เป็นคนแรกตามพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮคือ ท่านศาดอิบรอฮีม โดยมีท่านศาสดาอิบรอฮีม โดยมีท่านศาสดาอิสมาอีลเป็นผู้ช่วย วิหารกะอบะห์และหินดำหาได้ลงมาจากสวรรค์ หรือได้มีมีการสร้างในสมัยของท่านศาสดาอาดัมหรือศาสดอื่นๆ ก่อนจากท่านศาสดาอิบรอฮีมไม่ บรราความเชื่อถือว่า อัล-กะอบะห์และหินดำ ได้ถูกประทานมาจากสวรรค์ หรือได้มีการสร้างก่อนท่านศาสดอิบรอฮิมเป็นความเชื่อถือที่เหลวไหลไร้สาระ ซึ่งได้มีการอุปโลกวจนะของท่านศาสดา ศ็อลฯ ขึ้นเพื่อสนับสนุน โดยที่หามีมูลความจริงแต่ประการใดไม่ ดังที่ท่าน อัล-ฮาฟิซ บนิกะซีร ได้กล่าวไว้ในหนังสืออธิบายพระคัมภีร์ อัล-กุรอานของท่านและในหนังสือชื่อ อัล-บิดายะห์ วันนิฮายะห์ ซึ่งสอดคล้องกับโองการที่ว่า
"และรำพึงถึงขณะที่อิบรอฮีม ได้ก่อฐานรากของเคหะนี้ร่วมกับอิสมาอีล โดยที่บุคคลทั้งสองได้กล่าวขอพรว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา
ขอพระองค์ได้ทรงรับการงานของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง" ( ซูเราะห์อัล-บากอเราะห์ โองการที่ 127 )
เมื่อฮุจยาดเวียนรอบวิหารกะอบะห์แล้ว เขาจะทำการนมัสการละหมาด 2 ร๊อกะอะห์ ฯ ที่ยืนของท่านศาสดาอิบรอฮีม ทั้งนี้เพื่อที่จะเคารพภักดีต่อองค์อัลลอฮ และเพื่อรำลึกถึงผู้ที่จัดสร้างวิหารกะอบะห์ขึ้น ตามพระบัญชาแห่งพระองค์อัลลอฮ ซุบห์ฯ ผู้เทรงเอกะ พร้อมกับจะดื่มน้ำซำซำ ซึ่งพระองค์อัลลอฮได้ทรงสำแดงมหิตธานุภาพของพระองค์ให้แรากฏโดยการทำให้นำซำซำผุดขึ้นภายในหุบเขาที่แห้งแล้งไม่มีธารน้ำ และไม่มีต้นไม้อยู่และรำลึกเหตุการณ์ที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมได้นำเอานางฮาญัร ผู้เป็นภรรยาและอิสมาอีลผู้เป็นบุตรมาปล่อยไว้ ณ หุบเขาแห่งนี้ ตามบัญชาขอพระองค์อัลลอฮ โดยมีความเชื่อมั่นศรัทธาในเมตตาธิคุณและกรุณาธิคุณของพระองค์
เมื่อเสร็จสิ้นจากการตอว้าฟ แล้ว ฮุจยาดก็จะทำการเดินไปมาระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะห์ ซึ่งเรียกว่าเดินสะแอ การเกินสะแดนี้ เป็นภาพพจน์ที่แสดงออกถึงความอุตสาหะของบ่าวของพระองค์อัลลอฮในการปฏิบัติศาสกิจ และเพื่อการเคารพภักดีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงบัญญัติใช้ให้เขาปฏิบัติในสิ่งใด การปฏิบัตินั้นจะต้องใช้ความอุตสาหะ หรือจะต้องประสบกับความลำบากยากมากน้อยสักเพียงใด และไม่ว่าคำบัญชาของพระองค์จะออกมาในรูปการณ์ใด บรรดาบ่าวของพระองค์ก็จะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ด้วยความสุจริตใจ จะปฏิบัติตามในทันที โดยไม่มีความกังขาและไม่มีความคลางแคลงใจสงสัยแต่ประการใด ทั้งนี้โดยมุ่งหวังในความปรีดาปราโมทย์ของพระองค์เป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ก็เพื่อที่จะรำลึกถึงเหตุการณ์ของท่านศาสดาอิบรอฮีม นางฮาญัรและท่านศาสดาอิสมาอีล
เนื่องจากท่านศาสดาดิบรอฮีมได้อยู่กินกับนางซาเราะห์เป็นเวลานาน แต่ไม่มีบุตรท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงได้แต่งงานกับนางฮาญัร และพระองค์อัลลอฮก็ได้ทรงประทานบุตรมาให้กับนางฮาญัรคนหนึ่งชื่ออิสมาอีล เมื่อมีบุตรเกิดขึ้นนางซาเราะห์จึงมีความอิจฉาริษยานางฮาญัร ตามวิสัยของสตรีเพศ จึงเป็นเหตุให้ท่านศาสดาอิบรอฮีมนำพานางฮาญัรและบุตรน้อยมายังหุบเขาซึ่งปราศจากน้ำและต้นไม้ ท่านได้มอบอินทผาลัมและน้ำไว้ส่วนหนึ่ง แล้วเดินกลับไป นางฮาญัรจึงได้วิ่งตามพลางถามว่า "ท่านอิบรอฮีม ท่านจะไปไหน ท่านจะปล่อยให้เราอยู่ภายในหุบเขานี้ซึ่งปราศจากมนุษย์และไม่มีอาหารกระนั้นหรือ" นางได้กล่าวเช่นนี้หลายครั้ง แต่ท่านศาสดอิบรอฮีมก็มิได้กล่าวตอบ และมิได้หันมองมายังนางแต่ประการใด นางกล่าวต่อไปว่า "พระองค์อัลลอฮได้ทรงบัญชาให้ท่านกระทำเช่นนี้หรือ" ท่านศาสดาอิบรอฮีมตอบว่า "ใช่" นางกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นพระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งเรา" พลางเดินกลับมายังที่อิสมาอีลนอนอยู่
เมื่อลับตามคนทั้งสองแล้ว ท่านศาสดาอิบรอฮีมก็ได้หันกลับไปยังหุบเขาซึ่งนางฮาญัรและอิสมาอีลนอนอยู่ พลางยกมือขึ้นขอพรว่า
"โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพระองค์มิได้ทอดทิ้งห้วงศ์วานของข้าพระองค์อาศัยอยู่ที่หุบเขา ซึ่งปราศจากพืชผล ณ เคหะของพระองค์
ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามพระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ได้ทรงให้เขาเหล่านั้นดำรงละหมาด และทำให้จิตใจของมนุษย์ใฝ่ที่จะเดินทางไปหาเขาเหล่านั้น
ขอพระองค์ได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขา จากผลไม้ต่างๆ มาตรว่า เขาเหล่านั้นจะขอบคุณ" ( ซูเราะห์ อิบรอฮีม โองการที่ 37 )
นางฮาญัรได้ให้นมแก่อิสมาอีล และนางได้ดื่มน้ำที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมทิ้งไว้ให้จนหมด นางจึงเกิดความหิวกระหาย ส่วนอิสมาอีลก็ร้องดิ้นด้วยความหิวกระหายเช่นเดียวกันนางจึงได้เบือนหน้าหนี และไม่ต้องการที่จะมองภาพอันน่าสังเวชใจนั้น พร้อมกับได้วิ่งขึ้นไปบนยอดเขาซอฟามาตรว่านางอาจจะพบปะกับใครสักคนหนึ่ง ที่พอจะให้ความช่วยเหลือแก่นางได้ แต่ก็ต้องสิ้นหวัง เพระว่าไม่มีผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียวที่จะวนเวียนอยู่ ฯ สถานที่แห่งนั้น นางจึงวิ่งลงจากภูเขาซอฟา และเดินไปยังภูเขามัรวะห์ แต่ก็ไม่พบผู้ใดเลย นางได้วิ่งไปวิ่งมา ฯ ภูเขาทั้งสองลูกถึง 7 เที่ยว และขณะที่นางอยู ณ ภูเขามัรวะห์ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น นางจึงได้หันกลับมาก ก็พบว่ามะลาอิกะห์ ฯ บ่อน้ำซำซำ โดยได้ขุดตาน้ำอยู่ เมื่อน้ำผุดขึ้น นางจึงกล่าวว่า "ซำซำ" "ป้องไว้ ป้องไว้"
สำหรับเหตุผลเกี่ยวกับการนี้คือ การที่เรามีความต้องการสิ่งใดนั้น จำเป็นที่เราจะต้องใช้ความอุตสาหะขวนขวายและเสาะแสวงหาเสียก่อน-มิใช่ว่าจะนั่งอยู่เฉยๆ ต่อจากนั้นก็ให้มอบหม้ายต่อพระองค์อัลลอฮ ซึ่งพระองค์จะทรงประทานความโปรดปราน (หมายถึงความสำเร็จ) แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงยังยั้งไม่มอบความโปรดปรานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นผลนั้น ย่อมจะมีสาเหตุมาก่อน ดังเช่นเหตุการณ์ของนางฮาญัร ความจริงแล้ว ถ้าหากว่าพระองค์อัลลอฮจะทรงให้น้ำซำซำผุดขึ้นมาเอง โดยที่นางฮาญัรไม่จำเป็นจะต้องขวนขวายหามัน นั่นก็เป็นอภินิหารของพระองค์อัลลอฮประการหนึ่งแล้ว แต่ทว่าพระองค์อัลลอฮทรงต้องการสอนให้มนุษย์ได้ทราบว่า ทุกสิ่งที่เกิดมา ที่มิใช่ปาฏิหาริย์ที่พระองค์อัลลอฮ และรสูลของพระองค์ได้กล่าวไห้อย่างชัดแจ้งแล้ว ย่อมจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ระหว่างเหตุและผลทั้งสิ้น พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ในพระคัมภีร์อัล-กุรอานว่า
"และแท้จริง เราได้ทำให้เขาตั้งมั่นอยู่บนผืนแผ่นดินและเราได้ประทานทุกสิ่งมาให้กับเขา โดยมีสาเหตุมาก่อน" ( ซูเราะห์ อัล-กะหฟ โองการที่ 84 )
พร้อมกันนี้ พระองค์ก็ได้ทรงกล่าวแก่นางมัรยัมว่า
"และสูเจ้าจงเขย่าต้นอินทผาลัม โดยที่ผลของมัที่สุกงอมจะร่วงหล่นลงมา" ( ซูเราะห์มัรยัม โองการที่ 25 )
เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจนั้น เราก็ได้รับข้อคิดจากการสะแอ ซึ่งพระองค์อัลลอฮได้ทรงกำหนดแก่ฮุยาดทุกคน นั่นคือ การประกอบความดีนั้นจำเป็นต้องใช้ความอุตสาหะพยายามด้วยเช่นกัน ตามนัยนี้หมายถึงว่าจำเป็นที่บุคคลจะต้องใช้ความอุตสาหะของตนจนเต็มสติกำลัง เพื่อประกอบความดีเสียก่อน แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถปฏิบัติได้หลังจากที่เขาได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พระองค์ก็จะไม่ทรงเอาผิดกับเขาแต่พระองค์จะทรงลงทัณฑ์แก่ผู้ที่มีความเกียจคร้านหรือดื้อดึง ไม่ยอมที่จะปฏิบัติความดี
ในวันที 8 แห่งเดือนซิลฮิจิญะห์ บรรดาฮจยาดจะครองชุดเอียะราม พร้อกับออกเดินทางจากนครมักกะห์มุ่งสู่ทุ่งอะราฟะห์ เขาเหล่านั้นจะร่วมชุมนุมกันอยู่ ณ ทุ่งแห่งนี้ เพื่อจัดประชุมสมัชชาแห่งโลกประจำปีของมุสลิม ซึ่งทานรสูล ศ็อลฯ ได้จัดสมัชชาแห่งนี้ขึ้นเมื่อประมาณ 1300 ปี ก่อนโน้น (ในปี ฮ.ค. 10) ทุกคนจะรำลึกถึงภราดรภาพที่มีอยู่ในศาสนาอิสลาม และความเสมอภาคภายใต้ร่มธงที่ว่า
"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮ และมุฮัมมัดเป็นทูตของพระองค์อัลลอฮ"
พร้อมกันนี้เขาเหล่านั้น ก็จะแลกเปลี่ยนทรรศนะซึ่งกัน เพื่อปรึกาษาหารือกันในกิจการต่างๆ ที่คงความสำคัญร่วมกัน อันจักนำไปสู่การเสริมสร้างประโยชน์สุขส่วนรวม และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพภายในโลก พร้อมกันนี้บรรดาสมาชิกผู้มาร่วมชุมนุม ก็จะร่วมกันสดุดีสรรเสริญองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า
"และสูเจ้าจงป่าวประกาศแก่มนุษย์โดยเรียกร้องให้มาประกอบพิธีฮัจย์ เขาเหล่านั้นก็จะมุ่งมายังเจ้าโดยการเดินเท้า และขี่อูฐเพรียวจากที่อันไกล
เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้พินิจดูผลประโยชน์ของเขา และรำลึกถึงพระนามของพระองค์อัลลอฮภายในวันที่ได้กำหนดไว้" ( ซูเราะห์ อัล-ฮัจย์ โองการที่ 27-28 )
ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้ออกประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ฉบับแรกของโลก โดยกล่าวว่า
"แท้จริงชีวิตและทรัพย์สินของท่านทั้งหลาย เป็นสิ่งต้องห้ามระหว่างท่านทั้งหลาย (คือห้ามมิให้ละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน)
จนกระทั่งท่านทั้งหลายกลับคืนสู่พระผู้อภิบาลของท่าน ดังเช่นกับการต้องห้ามในวันนี้ ในเดือนนี้ ในเมืองนี้ ผู้ใดที่รับของฝากจากผู้อื่นไว้ก็จะนำมันส่งคืน
ยังเจ้าของของเขาเสีย ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮเกี่ยวกับเรื่องสตรีเพศ เพราะว่าท่านทั้งหลายนำนามมาอยู่ร่วมด้วยในฐานะที่นางเป็นของฝาก
จากพระองค์อัลลอฮ ซึ่งอยู่ที่ท่านทั้งหลาย และบรรดาสตรีเพศมีสิทธิเหนือท่านทั้งหลาย โดยที่ท่านทั้งหลายจะต้องแสวงหาปัจจัยยังชีพมาเลี้ยงดูนาง
และจะต้องปฏิบัติกับนางโดยดี ประชาชนทั้งหลาย พระผู้อภิบาลของท่านทั้งหลามีองค์เดียว บิดาของท่านทั้งหลายมีคนเดียว ท่านทั้งหลายทุกคนเกิดจากอดัม
และอดัมเกิดมาจากดิน ผู้ที่ประเสริฐสุด ณ พระองค์อัลลอฮ คือผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์มากที่สุด ชาวอาหรับก็มิได้ประเสริฐไปกว่าผู้ที่มิใช่อาหรับ
เว้นแต่เขาจะมีความยำเกรงตนมากน้อยไปกว่ากันเท่านั้น"
การร่วมชุมนุมกันในวันนี้ เป็นภาพพจน์ประการหนึ่งที่แสดงถึงการร่วมชุมนุมของมนุษย์ในวันปรโลก โดยที่ในวันนั้นทุกคนจะมีฐานะทัดเทียมกันหมด ไม่ว่าก่อนที่เขาจะตายไป เขาจะเป็นผู้ที่ร่ำรวย เป็นผู้ที่ยากจน เป็นผู้ที่มีเกียรติมีชื่อเสียงในวงสังคม เป็นผู้ที่ต่ำต้อยดุจยาจก เป็นผู้ที่มีพละกำลังมหาศาล หรือเป็นผู้ที่ถูกอธรรมอยู่ตลอดเวลา ในวันนั้นมนุษย์ทุกคนจะตกอยู่ในสภาพดังเช่นกับการนุ่งขาวห่มขาวในวันนี้ ทรัพย์สิน เงินทอง ญาติพี่น้อง ศักดิ์ตระกูล เกียรติยศ และชื่อเสียงกาได้ยังประโยชน์อะไรให้กับเขาไม่ เว้นแต่ว่าเขาจะกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้าด้วยดวงใจที่บริสุทธิ์ พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า
"วันนั้น (หมายถึงวันปรโลก) ทรัพย์สินและลูกหลานมิอาจจะยังประโยชน์อันใดสำหรับเขา เว้นแต่ผู้ที่จะกลับไปหาพระองค์อัลลอฮด้วยดวงใจที่บริสุทธิ์"
( ซูเราะห์ อัซชุอะรออ โองการที่ 89 )
บรรดาอำนาจราชศักดิ์ต่างๆ เป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงตรัสว่า
"โอ้ พระองค์อัลลอฮ พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งมหิตธานุภาพ พระองค์จะทรงประทานอำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
จะทรงปลดอำนาจจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จะทรงเทิดเกียรติผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จะทรงลดเกียรติจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
พระองค์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในความดีทั้งมวล แท้จริงพระองค์ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง" ( ซูเราะห์ อาล อิมรอนโองการที่ 26 )
ในวันนี้ ทรัพย์สิน เงินทอง เสื้อผ้าที่สวยงาม เครื่องประดับอันสูงค่า ตลอดจนลูกหลานญาติพี่น้อง หาได้ยังประโยชน์อันใดแก่พี่น้องฮุจยาดไม่ โดยที่เขาเหล่านั้นได้ร่วมชุมนุมกัน ณ ทุ่งกว้างแห่งนี้ โดยการนุ่งห่มด้วยผ้าสีขาว 2 ผืนเหมือนกันหมด เขาเหล่านั้นได้ละทิ้งเงินทอง ทรัพย์สินที่สูงค่า และลูกหลานสุดที่รักไว้ ณ บ้านเกิดเมืองนอนโดยเดินทางมาร่วมชุมนุมกัน ณ ทุ่งอาระฟะห์ ด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์และหวังในความพอพระทัย จากพระผู้ทรงเมตตาองค์เดียว ทุกคนต้องทนต่อแสงอาทิตย์อันจรัสจ้า หามีสิ่งใดคลุมศรีษะไม่ ซึ่งมันเป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับวันกิยามะห์ โดยที่ในวันนั้นจะไม่มีร่มเงาใดให้หลบพักร้อน นอกจากร่มเงาของพระองค์อัลลอฮพระองค์เดียว
หลังจากพลบค่ำแห่งวันที่ 9 ของเดือนซิลฮิจญะห์ บรรดาฮุจยาดจะออกเดินทางจากท้องทุ่งอะระฟะห์ โดยมุ่งหน้าสู่ตำบลมินา-ผ่านมุซดะลิฟะห์-ณ สถานที่แห่งนี้ ฮุจยาดทุกคนจะต้องขว้างเสาหิน ซึ่งเป็นภาพพจน์แสดงถึงความพร้อมเพรียงของมุสลิมในการต่อสู้กับอริราชผู้รุกราน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายล้างสันติ และอุดมการณ์แห่งอิสลามดังเช่นกับการที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมได้ต่อสู้กับชัยฏอน ขณะที่ยุยงให้เจตจำนงของท่านไขว้เขว เมื่อจะทำการเชือดอิสมาอีส ตามพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮ ซุบห์ฯ ในขณะขว้างเสาหิน พี่น้องฮุจยาดก็จะสดุดีสรรเสริญความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์อัลลอฮด้วยถ้อยคำที่ว่า "บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุอักบัร-ด้วยพระนามของพระองค์อัลลอฮ ผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง"
เกี่ยวกับการเตรียมรบนี้ พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า
"และสูเจ้าจงตระเตรียมกำลังไว้สู้รบกับเขาเหล่านั้น (อริราช) เท่าที่จะสามารถ" ( ซูเราะห์ อัล-อัมฟาล โองการที่ 60 )
ก่อนที่จะโกนศรีษะหรือตัดผมและเปลื้องเครื่องเอียะห์ราม ฮุจยาดจะทำการเชือดสัตว์พลี เพื่อเป็นการขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮ ที่ได้ทรงทำให้การประกอบพิธีฮัจย์ของเขาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเพื่อที่จะนำเอาเนื้อสัตว์นั้นแจกเป็นทานแก่ผู้ที่ขัดสนยากจนตลอดจนเพื่อที่จะรำลึกถึงเหตุการณ์เสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอิบรอฮีม และท่านศาสดาอิสมาอีล การเชือดพลีนี้มิใช่เป็นการเซ่นสังเวยต่อพระองค์อัลลอฮ หากแต่เป็นการแสดงถึงว่าบุคคลจะมีความสำรวมตนต่อพระองค์อัลลอฮมากน้อยเพียงใดเท่านั้น พระองค์ทรงตรัสว่า
"เนื้อและเลือดของมันมิได้ถึงพระองค์อัลลอฮ แต่สิ่งที่ถึงพระองค์ คือความยำเกรงของสูเจ้า" ( ซูเราะห์ อัล-ฮัจย์ โองการที่ 37 )
"ดังนั้น สูเจ้าจงรับประทานส่วนหนึ่ง และจงแจกเป็นทานแก่ผู้ที่ยากจนขัดสนที่เอ่ยปากขอและผู้ที่ไม่เอ่ยปากขอ" ( ซูเราะห์ อัล-ฮัจย์ โองการที่ 36 )
ณ ตำบลมินานี้ ท่านศาสดาอิบรออฮีมได้พาท่านศาสดาอิสมาอีลมา เพื่อที่จะทำการเชือดพลีตามพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮ พระองค์ทรงตรัสว่า
"ครั้นเมื่ออิสมาอีลเติบโตขึ้น ท่านศาสดาอิบรอฮีมก็ได้ร่วมไปมากับเขา พลางกล่าวว่า ลูกเอ๋ย พ่อได้ฝันไปว่าพ่อได้เชือดเจ้า
ดังนั้นเจ้าจงคิดดูเถิดว่าเจ้าจะมีความคิดเห็นอย่างไร อิสมาอีลกล่าวว่า พ่อจ๋า จงปฏิบัติตามที่พ่อได้ถูกบัญชาใช้เถิด มาตรว่าพระองค์อัลลออทรงประสงค์
พ่อก็จะพบว่าฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ของผู้ที่อดทน ครั้นเมื่อทั้งสองได้สมยอมท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงให้อิสมาอีลนอนคว่ำลง และเราได้เรียกเขาว่าอิบรอฮีมเอ๋ย
เจ้าได้ปฏิบัติสมจริงตามความฝันแล้ว ดังนี้แหละที่เราตอบแทนแก่ผู้ที่ประกอบความดี แท้จริงนี่คือการทดลองโดยชัดแจ้ง และเราได้ไถ่ตัวอิสมาอีลด้วยสัตว์พลีอันยิ่งใหญ่"
( ซูเราะห์ อัซซอฟฟาต โองการที่ 102-107 )
ปรากฏการณ์นี้เป็นการแสดงถึงความศรัทธาอันแก่กล้า ของบุคคลที่มีต่อพระผู้อภิบาลของเขา โดยที่เขายอมปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์โดยดุษฎี ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการเชือดบุตรของตนเอง หรือตนเองจะต้องเสียชีวิตไปก็ตาม ทั้งนี้โดยหวังในความพอพระทัยจากพระองค์อัลลอฮ ซุบฯ และมีความตระหนักว่าเราเป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮ และเราจะต้องกลับไปยังพระองค์
"แท้จริง เราเป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮ และเราจะต้องกลับไปยังพระองค์" ( ซูเราะห์อัล-บากอเราะห์ โองการที่ 156 )
เมื่อทำการเชือดพลีเรียบร้อยแล้ว ฮุจยาดก็จะทำการโกนผมหรือตัดผม พร้อมกับเปลื้องเครื่องเอียะหราม ซึ่งเป็นสัญญาณแสดงถึงการประกอบพิธีฮัจย์ของเขาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ (ความจริงยังไม่สมบูรณ์ทีเดียว) อีกทั้งยังเป็นการปลดเปลื้องมลทินและบาปกรรมที่ติดตัวมาแต่ปางก่อน ทำให้เขามีความบริสุทธิ์ดุจดังทารกเพิ่งคลอด จากครรภ์ของมารดา ท่านรสูลฯ ศ็อลฯ กล่าวว่า
"ผู้ใดประกอบพิธีฮัจย์โดยไม่ล่วงประเวณี และไม่ละเมิดบทบัญญัติศาสนาผู้นั้นจะพ้นโทษทัณฑ์ทั้งหลายดุจดังทารกที่คลอดออกมาจากท้องของมารดา"
รายงานโดย อัล-บุคอรีและมุสลิม
พร้อมกับเขาจะได้รับสวรรค์เป็นเครื่องตอบแทน ในการประกอบความของเขาด้วย
"ฮัจยีที่สมบูรณ์ ไม่มีสิ่งใดตอบแทนนอกจากสรวงสวรรค์"
รายงานโดยอัล-บุคอรี และมุสลิม
อ้างอิง
- สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม. อะไรในอิสลาม กรุงเทพฯ (1) 2521.