อิสลามเป็นศาสนาที่มีความเอ็นดู เมตตา เกื้อกูล
จาก MuslimCampus
1. มนุษย์ย่อมมีความเป็นพี่น้องกันในฐานะเป็นมนุษย์ด้วยกัน อิสลามต้องการให้มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่สนิทสนมกันให้หัวใจมีความกรุณาเผื่อแผ่เมตตาต่อกันแผ่กระจายออกไปทั่วทุกคนเพื่อพวกเขาจะได้สงสารและให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
2. ทุกคนในสังคมนั้นต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นดังนั้นท่านจะต้องตั้งตนอยู่ในคุณธรรมความดีโดยสม่ำเสมอต้องต่อต้านสิ่งเลวร้ายทั้งปวง และต้องเรียกร้องไปสู่ความดีช่วยเหลือกันในเรื่องความดีและการยำเกรงอัลลอฮ์อย่าได้กระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคม ดังกล่าวนี้แหละจะทำให้ท่านเป็นมุสลิมที่เกื้อกูลต่อผู้อื่นในการสร้างประโยชน์และขจัดความชั่วร้าย
3. ส่วนหนึ่งจากลักษณะความเมตตารักใคร่เกื้อกูลซึ่งกันและกันในอิสลามนั้นมีดังต่อไปนี้
(3.1) เมื่อรถไฟหรือรถยนต์โดยสารมีผู้โดยสารแออัดยัดเยียดกันมากมายและในรถยนต์หรือในรถไฟนั้นมีผู้อ่อนแอหรือผู้เจ็บป่วยไม่มีที่นั่งท่านก็ลุกขึ้นให้เขานั่งเช่นนี้ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้เมตตาปรานี
(3.2) เมื่อท่านเป็นผู้มั่งมีและให้ความช่วยเหลือคนป่วยที่เป็นผู้คนยากจนขัดสนนำเขาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือบริจาคทรัพย์สร้างค่ายผู้อพยพหรือสถานพยาบาลท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลมีเมตตา
(3.3) เมื่อครอบครัวหนึ่งครอบครัวใดมีส่วนในการเลี้ยงดูอุปการะเด็กกำพร้าเพื่อให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมามีอนาคตที่แจ่มใสครอบครัวนั้นก็เป็นครอบครัวที่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อผู้อื่นแล้ว
(3.4) เมื่อท่านอ่อนโยนต่อคนรับใช้ของท่านให้ความคุ้มครองเขาอย่างดีให้เขาอาศัยอยู่ในบ้านประดุจเป็นพี่น้องกันเช่นนี้ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ใจบุญมีเมตตา
(3.5) เมื่อผู้มีคุณธรรมรีบให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้ที่พ่อบ้านเขาสิ้นชีวิตหรือให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ถูกไฟไหม้หรือครอบครัวที่เรือกสวนไร่นาของเขาถูกน้ำท่วมเสียหายนั้นก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความโอบอ้อมอารีของเขาเช่นกัน
(3.6) เมื่อพลเมืองดีได้สละทรัพย์สินส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้อื่นหรือใช้หนี้แทนหรือช่วยค่ารถค่าเรือให้เขาได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนดังกล่าวนี้เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมเช่นเดียวกัน
(3.7) เมื่อท่านคบค้าสมาคมกับคนยากจนให้เกียรติและไม่แสดงอาการอวดโตข่มพวกเขาไต่ถามถึงเขาเมื่อไม่ได้พบหน้ากันหลายวันเวลาเขาป่วยก็ไปเยี่ยมเยียนเมื่อเขามีความสุขก็ร่วมแสดงความดีใจถ้าหากเขาประสบกับความทุกข์เศร้าโศกก็ร่วมแสดงความเสียใจด้วยดังกล่าวนี้ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมผู้มีเมตตาธรรม
4. ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างในด้านการปฏิบัติที่แสดงถึงความมีเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลนั้นก็ได้จากแบบฉบับของท่านร่อซูล ท่านจะนั่งร่วมกับคนยากจนรับประทานอาหารร่วมกับคนยากจนติดต่อเครือญาติไม่โต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใดฯลฯอิสลามเรียกร้องให้เอื้อเฟื้อต่อกันให้เมตตารักใคร่กัน
ท่านร่อซูล กล่าวว่า
“มุสลิมนั้นเป็นพี่น้องของมุสลิมเขาจะไม่ก่ออธรรมซึ่งกันและกันไม่ทรยศหักหลังกัน” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม)
และท่านร่อซูล ยังได้กล่าวอีกว่า
“ผู้ใดก็ตามที่ไม่มีความเมตตาเขาก็จะไม่ได้รับความเมตตา” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม)
5. จากตัวอย่างที่สวยสดงดงามอันหนึ่งที่แสดงถึงการให้ความเอื้อเฟื้อต่อสังคมก็คือการกระทำของท่านอุมัรร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวคือท่านเห็นชาวยิวคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือท่านอุมัรจึงถามว่า :อะไรที่ทำให้ท่านมาขอพึ่งพาอย่างนี้? เขาตอบว่า :ความแก่ชราและเท่าที่ได้เสียค่าคุ้มครองไปตลอดจนมีความจำเป็นนะซิ…ท่านอุมัรร่อฎิยัลฮุอันฮุ กล่าวว่า :หะรอม…! ที่เราได้รับประโยชน์จากความหนุ่มแน่นของเขาแต่ไม่เอาใจใส่ในยามเขาแก่ชราแล้วท่านจึงงดเก็บค่าคุ้มครองทั้งยังได้กำหนดให้เขาได้รับทรัพย์สินจำนวนหนึ่งจากเงินคลังของมุสลิมอีกด้วย
6. ประเทศชาติภายใต้การปกครองของอิสลามนั้นจะต้องสร้างความเจริญให้แก่ประชาชนต้องคุ้มครองผู้อ่อนแอต้องดำรงไว้ซึ่งขอบเขตอัลลอฮ์ต้องอุดหนุนคนยากจนที่มีความต้องการความช่วยเหลือและจะต้องเตรียมอาวุธไว้สำหรับป้องกันศัตรูที่จะมารุกราน
ศาสนาอิสลามเรียกร้องให้สร้างสังคมให้เป็นสังคมที่มั่นคงไม่ให้มีผู้อ่อนแอที่ถูกอธรรมไม่ให้มีคนยากจนที่ถูกริดรอนสิทธิ์และศาสนาอิสลามยังส่งเสริมให้เวทนาสงสารคนอ่อนแอในยามเดินทางไกลหรือในขณะทำอิบาดะฮฺ ท่านร่อซูล กล่าวว่า “ผู้อ่อนแอนั้นเป็นผู้นำขบวน”
กล่าวคือขบวนจะเคลื่อนย้ายออกไปไม่ได้นอกจากจะต้องให้ผู้ที่อ่อนแอได้ขี่ยานพาหนะเรียบร้อยก่อนและท่านร่อซูล ได้กล่าวอีกว่า
“เมื่อคนหนึ่งคนใดนำละหมาดก็จงละหมาดให้พอประมาณ (หมายถึงอย่าอ่านให้ยาวนานเกินควร) เพราะผู้เข้าร่วมละหมาดอยู่ด้วยนั้น มีทั้งคนป่วย คนแก่ชราและผู้ที่มีธุระจำเป็น” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และมุสลิม)
ศาสนาอิสลามเรียกร้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ระทมให้สนองความต้องการแก่ผู้ที่มีธุระมีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้ท่านอาลีร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า :ช่างเป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดเหลือเกินสำหรับชาวมุสลิมเมื่อพี่น้องมุสลิมมาหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือเขาก็ให้ความช่วยเหลือไปโดยที่ไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาตัวรอดว่าตนดีกว่าผู้อื่น
ศาสนาอิสลามได้กำหนดเรื่องซะกาตและให้คนยากจนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทรัพย์สินซะกาตของคนร่ำรวยอิสลามส่งเสริมให้บริจาคทานแก่เครือญาติเด็กกำพร้า และคนยากจนขัดสนและให้มีความเมตตาต่อบุคคลทั่วไปอีกทั้งยังได้ชี้แจงอีกว่า
“คนดีที่สุดนั้นก็คือคนที่สร้างประโยชน์ให้แก่คนอื่น” (บันทึกโดย อัฎฎ็อบรอนีย์อัลบัยฮะกีย์ และอัดดารอกุฎนีย์)
อิสลามรักการมีมารยาทอันดีงามเรียกร้องมิให้ละเมิดสิทธิหรือก้าวก่ายสิทธิของเพื่อนบ้านและให้เสียสละในความดีงามให้เยี่ยมเยียนผู้ป่วยและให้ประสานสามัคคีระหว่างคู่กรณีให้เริ่มสลามก่อน ไม่ให้โกรธให้อภัยแก่ผู้ที่คอยคิดไม่ดีต่อท่านห้ามการตัดญาติขาดมิตรห้ามการมีมารยาทไม่ดีห้ามโอ้อวดต่อมนุษย์ห้ามการทุจริตคดโกงและการเป็นศัตรูกันทั้งนี้ก็เพื่อสนองตอบอุดมการณ์ของอิสลามในด้านการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลสังคมด้วยการสร้างสังคมให้ทุกคนมีเมตตาธรรมโดยถ้วนทั่วกัน
เมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนเองเป็นประโยชน์ต่อสังคมและเขาได้รับการเหลียวแลเป็นอย่างดีทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องก็ได้รับความอุดหนุนเกื้อกูลสิทธิต่างๆ ก็ได้รับความคุ้มครองเช่นนี้แล้วเขาก็มีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาและมุ่งหวังในการงานที่ดีอยู่เสมอเพราะเขาตระหนักดีว่าผลแห่งการทำความดีนั้นจะสะท้องกลับมาสู่ตนเองและยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองทำหน้าที่ดูแลกิจการของประชาชนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องโดยจัดให้มีกองกำลังตำรวจ ทหารคอยปกป้องคุ้มครอง ราษฎรและรักษาศาสนาไว้ไม่ให้ผู้ใดทำลายและให้ผู้มีความรู้เผยแพร่ความรู้ที่ประโยชน์ต่อสาธรณชนและจัดสร้างสถานพยาบาลผู้ป่วยขุดคูคลอง ฟื้นฟูการเกษตรจัดสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและเพื่อการเพิ่มพูลผลผลิตและนำเอาทรัพยากรมาใช้ให้เป็นประโยชน์ฯลฯ ต่าง ๆเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการสร้างสรรสังคมเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันทั้งสิ้น
