หิญาบ

จาก MuslimCampus

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

สำหรับสตรีมุสลิมแล้ว นั้นคือ การทดสอบของการมุสลิมที่ศรัทธาอย่างแท้จริง คำตอบง่ายที่สุด คือ หญิงมุสลิม ได้ถูกกำหนดให้สวมใส่หิญาบ หรือต้องคลุมศีรษะ หรือปกปิดร่างกาย เพราะอัลลอฮฺ สั่งให้เธอทั้งหลายต้องปฏิบัติ! อัลกุรอาน บทที่ 33 ซูเราะฮฺอัลอะห์ซาบ โองการที่ 59 ระบุว่า

“นบีเอ๋ย! จงกล่าวแก่ภรรยาทั้งหลายของเจ้า และลูกหญิงของเจ้า และผู้หญิงของชายผู้ศรัทธาทั้งหลายให้นางกระชับเสื้อคลุมของนางให้มิดชิด 
(เมื่อเขาออกจากบ้าน หรือท่ามกลางชาย) นั้นเป็นการเหมาะสมกว่า ที่นางจะได้เป็นที่สังเกตุ (ว่าเป็นมุสลิม) แล้วจะได้ไม่ถูกระราน“ (33 :59) 

เหตุผลประการรองลงมา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการรักนวลสงวนตัว มีบุคคลิกอย่างระมัดระวัง ถ่อมตน สงบเสงียม รักษาความอาย ทั้งชายและหญิง ได้ใช้สติปัญญา และทักษะ ความสามารถ แทนที่จะหมกมุ่น คิดไกล คิดแต่เรื่องลามก มั่วสุมทางเพศ ส่วนหนึ่งจากคำประกาศในโรงเรียนสตรีอิหร่านแห่งหนึ่ง “เราต้องการจะหยุดยั้งชาย ในการปฎิบัติต่อพวกเรา เพียงราววัตถุทางเพศเท่านั้น เสมือนดังที่เขาเคยปฎิบัติปกติ เราต้องการให้ชายเลิกสนใจเพียงรูปกายภายนอกเท่านั้น แต่เราต้องการสนใจในคุณลักษณะ และจิตสำนึกของเรา เราต้องการให้ชายปฎิบัติอย่างเอาใจใส่ จริงจัง ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม มิใช่เพียงสนใจ อบๆทรวดทรงและเรือนร่างของพวกเรา” สตรีมุสลิมผู้คลุมศีรษะ ได้ประกาศจุดยืนของเธอใครก็ตามที่เห็นเธอ ย่อมตระหนักได้ว่า เธอคือมุสลิมะฮฺ และเป็นผู้ที่มีบุคคลิกที่เพรียบพร้อมด้วยศีลธรรม จรรยาที่งดงาม มีสตรีมุสลิมมากมาย ที่เธอคลุมศีรษะ ด้วยความรู้สึกสำนึกและตระหนักในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ด้วยความรู้สึกที่ภูมิฐาน สง่าผ่าเผย ด้วยความรู้สึกในคุณค่าที่น่านิยมสรรเสริญ เธอมีความรู้สึกภูมิใจ และมีความภาคภูมิใจในความเป็นสตรีมุสลิมคนหนึ่ง ที่มีความเพรียบพร้อมด้วยความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง รักนวลสงวนตัว มีความสงบเสงี่ยม ถ่อมตน เธอจะปกป้องตน เพื่อมิให้เป็นเพียงเป้าสายตา สายตาที่เต็มด้วยความใคร่ ลามก หรือทำตนให้เกิดการยั่วยวน แก่สายตาของผู้ชายที่ไร้ค่า เธอจะปกปิด ซ่อนเร้น ปิดปิดทรวดทรงของเธอ ผิวกาย เนื้อหนังของเธอ ที่จะเป็นสื่อนำสู่ห้วงตัณหา และยังคงรักษาความเป็นเพศสตรีที่ชอบธรรม

หิญาบ คือ คลุมหน้า หรือ ไม่คลุมหน้า?

ปัญหาเรื่องหิญาบของสตรีมุสลิม เป็นเรื่องราวที่มีการโต้เถียงกันมานานหลายศตวรรษแล้ว และยังเป็นหัวข้อที่จะต้องถกเถียงกันอีกนานแสนนาน ผู้รู้หลายท่าน กล่าวว่า “การปกปิดใบหน้า หรือคลุมหน้าด้วยนั้น เป็นข้อปฎิบัติที่ถูกกำหนดอย่างชัดแจ้งและแน่นอน“ ผู้รู้อีกหลายท่านกล่าวว่า “ไม่บังคับ การคลุมหน้านั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้บังคับ” ผู้รู้บางท่านที่ยึดสายกลางกล่าวว่า ”เป็นเรื่องของแต่ละคนจะวินิจฉัยเอาเอง หรือสามารถ เลือกถือปฎิบัติ หรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เวลา ความเหมาะสม สภาพแวดล้อมทางสังคม” ภรรยาท่านร่อซู้ลฯ ถูกกำหนดให้ปกปิดใบหน้าของเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ตกเป็นเป้าสายตา หรือยั่วยวนทางเพศแก่ชายใดได้ นับตั้งแต่เธอได้รับการกล่าวขานเป็น มารดาของศรัทธาชน การคลุมหน้าเป็นเรื่องที่ถือปฎิบัติจริงในสมัยร่อซู้ล แต่ข้อปฎิบัตินี้ไม่ได้เป็นคำสั่งบังคับ (ฮุกุม) แก่หญิงอื่น แต่เป็นข้อปฎิบัติในทางศีลธรรม มุสลิมะฮฺใดที่ปฎิบัติดังนี้ถือได้ว่า”เธอได้เป็นที่ยอมรับ” เป็นหญิงที่รักนวล สงวนตัว เป็นหญิงที่มีจริยธรรมอันงดงามและกัลยาณคุณ คำว่า “หิญาบ” มาจากรากศัพท์ คำว่า “ฮะญะบะ” หมายถึง “ปิด บัง ซ่อน ปกคลุม” ปัจจุบัน มีนักอรรถอธิบาย หิญาบ คือ “การรักนวลสงวนตัวของสตรีมุสลิม“

ขอบเขตของการปกปิด ปิดแค่ไหน? ปกปิดอย่างไร?

อัลกุรอาน บทที่ 24 โองการที่ 30-31 ความว่า

“(มุหัมมัด) จงกล่าวแก่ชายทั้งหลายผู้ศรัทธา ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และปกป้อง (ของพึงสงวนของพวกเขา)
(ความสงบเสงี่ยม อ่อนน้อม ถ่อมตน) นั้นเป็นการผ่องแผ้วกว่าสำหรับสูเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้ที่พวกเขาประกอบ” 
“และ (มุหัมมัด) จงกล่าวแก่หญิงผู้ศรัทธา ทั้งหลายให้พวกนางลดสายตาของนางลงต่ำ และให้ปกป้องของพึงสงวนของนาง 
(ความสงบเสงี่ยม ความรักนวลสงวนตน) และจงอย่าอวดความสวยงามของนางและ เครื่องประดับของนาง” “เว้นแต่ที่เปิดเผย 
และให้นางปืดด้วยผ้าคลุมศีรษะ ของนางตลอดมาถึงหน้าอกของนาง และจงอย่าให้นางอวดความสวยงามอันพึงปกปิดแก่ผู้ใด 
เว้นแต่แก่สามีของนาง….“ (24:30-31) 

นี้คือโองการอัลกุรอาน และเราสามารถแยกเนื้อหา ของบทบัญญัติ 2 ประการคือ

  1. สตรีไม่ควรเปิดเผย หรืออวดความงามของเธอ เครื่องประดับของเธอ เว้นแต่อาจเกิดเหตอันสุดวิสัย ที่ไม่อาจควบคุมได้เช่น ลมพัดเสื้อผ้าของเธอทำให้เปิดเผยเอาเราะฮฺ
  2. ปกคลุมศีรษะลงมาคลุมเส้นผม คอ และทรวงอก

อิสลามไม่ได้จำกัดหรือกำหนดรูปแบบ ลักษณะ สไตล์ แบบ หรือชนิดของผ้า เพื่อเป็นแนวให้สตรี ยึดถือปฏิบัติในลักษณะแน่นอน ตายตัว แต่สิ่งที่ปรากฎในคำสอนพิจารณาได้ดังนี้

  • ปกปิด หรือ ปกคลุม “เอาเราะฮฺ” สิ่งที่บังคับกำหนดให้ต้องปฎิบัติคือ ต้องปกปิด “เอาเราะฮฺ” เรือนร่าง หลักฐาน ที่เป็นเครื่องชี้นำมาจาก 2 แหล่ง คืออัลกุรอาน โองการของอัลลอฮฺ และหะดีษ วจนะ หรือจริยวัตรของท่านร่อซู้ล ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากอัลลอฮฺ เพื่อเป็นผู้นำหน้าที่ ในการเป็นแบบอย่างแก่มวลมนุษย์ และในเรื่องหิญาบ มีหะดีษท่านร่อซู้ล ความว่า “พระนางอะอีชะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา รายงานว่า อัสมะอฺ บุตรีท่านอบูบักร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮฺ มาพบท่านร่อซู้ล ด้วยการสวมใสเสื้อผ้าที่บางโป่รง ท่านร่อซู้ล จึงเข้าใกล้และกล่าวแก่เธอว่า ”โอ้อัสมะฮฺ หญิงเมื่อถึงวัยมีระดูแล้ว ไม่เป็นการเหมาะสมที่จะเปิดเผย ยกเว้น นี้ และนี้ (ท่านชี้ที่ใบหน้า และมือ)” (อบูดาวูด)
  • ไม่รัดรูป กระชับ ยั่วยวน หรือไม่แสดงให้เห็นทรวดทรง เสื้อผ้าที่สวมใส่ ควรเป็นเสื้อผ้าที่ ไม่รัดรูป เห็นทรวกทรง เห็นส่วนเว้า ส่วนโค้งในเรือนร่าง ทำให้เกิดการยั่วยุ เกิดราคะ ไม่เป็นเสื้อผ้ากระชับร่าง แนบเนื้อ ควรเป็นเสื้อผ้าที่เป็นลักษณะของการคลุมร่างอย่างหละหลวม อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรหลวมจนเกินควร และเข้าข่ายของการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
  • ผ้า เนื้อผ้าหนา ไม่บาง หรือโปร่ง การสวมเสื้อที่บาง โป่รง จะทำให้เห็นผิวสี เนื้อหนัง และอาจเห็นทรวดทรงแล้วก็จะเป็นการขัดเจตนารมณ์ของการปกปิดปกคลุมนั้นเอง ท่าน ร่อซู้ล ได้กล่าวพยากรณ์ถึงประชาชาติรุ่นหลังว่า ”พวกหญิงแต่งกายเสมือน เปลือยกาย ล้อนจ้อน และที่หัวของนาง (ดูประหนึ่ง) ตะโหนกอูฐ สำหรับพวกเขาความอัปมงคล (สาปแช่ง) ก็คือ ความอัปมงคล (สาปแช่ง) อย่างแท้จริง” (มุสลิม)
  • เสื้อผ้ามีลักษณะ สง่างาม ภูมิฐาน มีศักดิ์ศรี เสื้อผ้า ไม่มีลักษณะของการยั่วยวน ชวนชม ดึงดูด หรูหรา สวยบาดตา เชิญชวนชม แก่ผู้คน อยากมอง อยากดู นอกจากนี้อื่นๆ ปลีกย่อย หญิงไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าดังนี้
  1. อิบนิอับบาส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า “ท่านร่อซู้ล สาปแช่งชายที่มีลักษณะเหมือนหญิง และหญิงที่มีลักษณะเหมือนชาย“ (บุคอรี)
  2. สตรีมุสลิมควรแต่งกายแตกต่างไม่เหมือนผู้ไม่ศรัทธา
  3. เสื้อผ้าเรียบง่าย ไม่ทันสมัยจนเกินไปและไม่ชี่ริ้ว จนเชยไป แต่ควรเป็นเสื้อผ้าที่ดูแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา

ประการหนึ่งที่อยากจะกล่าว ณ ที่นี้คือ หากเราย้อนดูการสวมใส่เสื้อผ้าของชาวตะวันตก ในอดีตกับปัจจุบันนั้นแตกต่างมาก ซึ่งมันเกิดขี้นจากการประดิษฐ์ประดอย ที่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ย้อนไปในอดีตประมาณ สัก 70 ปีแล้วเราจะพบว่า “เครื่องแต่งกายของชาวตะวันตกในอดีตเหมือนหิญาบมาก” ซึ่งหญิงนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าชาวตะวันตก ต่างยอมรับสภาพเช่นนี้ ต่างยอมรับในคุณค่าของเครื่องแต่งกายที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในอดีต แต่พวกเขาไม่ได้เรียกร้อง รณรงค์อย่างจริงจัง ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส แฟชั่น “เสมือนตกเป็นทาสของแฟชั่น และตราบใดที่ทาส หลงเห็นว่าพันธนาการเป็นอาภรณ์แล้วไซร้ ดังนั้น ผู้กดขี่ก็จะกดขี่ได้อย่างสะดวกใจตลอดไป” และแฟชั่นที่เป็นผู้ชี้นำการแต่งตัวทุกวันนี้นั้น หากเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบอะไรๆที่ผิดปกติในตัว บุคลิก ทัศนะ ความคิด ฯลฯของนักดีไซนเนอร์ มากมาย ดังนั้นมุสลิมผู้สวมใสหิญาบ ควรสำนึก และตระหนักในฮิกมะฮฺ อันเป็นวิทยปัญญาที่อัลลอฮฺประทานแก่ประชาชาติ ของพระองค์ ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยบทใด หรือกระทำกิจกรรมใด หรือในสถานะ วงสมาคมใดๆ หิญาบ มิใช่แค่เพียงการปกปิด คลุมกายเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญเหนือกว่า คือ หิญาบ ครอบคลุมถึงความประพฤติ จรรยา มารยาท การพูดจาใช้สุรเสียง การปรากฏกายของสตรีในที่สาธารณะ ซึ่งเสื้อผ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมดในความหมายของ หิญาบเท่านั้นเอง ข้อกำหนดพื้นฐานของเสื้อผ้าสตรีมุสลิม ย่อมแตกต่างกับชาย ซึ่งผู้ชายมีข้อกำหนดเอาเราะฮฺ นั้นคือตั้งแต่สะดือ เลยจนถึงหัวเข่าทั้งสอง ที่ผู้ชายพึงปกปิดเช่นกัน ยกเว้นต่อภรรยาของเขา เสื้อผ้าของผู้ชายย่อมแตกต่างเสื้อผ้าผู้หญิง และเสื้อผ้าหญิงจะต้องไม่รัดรูป รัดตึง แนบเนื้อ และยั่วยวน มุสลิมควรสวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ ของความเป็นมุสลิม ชายไม่อนญาตให้สวมใส่ทองคำ และผ้าไหม แต่ทั้งสองอย่างนี่อนุญาติให้ผู้หญิงใช่ได้ ความแตกต่างของชายและหญิง ที่ถูกกำหนดมิใช่เป็น เพื่อการบังคับ การจำกัด กวดขัน หรือกดขี่ แต่เป็นวิถีทางสังคมที่ควรจะเป็นและนี้คือ จริยธรรมอิสลาม ..

เครื่องมือส่วนตัว