ละหมาด

จาก MuslimCampus

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

การละหมาด เป็นการปฏิบัติศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ มุสลิมทุกคนจะต้องละหมาด วันละ 5 เวลา เรียกว่า ละหมาดฟัรฎู ละหมาด หมายถึง การขอพร ความหมายทางศาสนาหมายถึง การกล่าวและการกระทำ ซึ่งเริ่มต้นด้วยตักบีร และ จบลงด้วยสะลาม การละหมาดเป็นการสร้างเอกภาพอย่างหนึ่งของมุสลิม เมื่อละหมาดมุสลิมทั่วโลก หันหน้าไปทางกิบละฮฺ เพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ การละหมาด ฝึกฝนให้เป็นคนตรงต่อเวลา มีความอดทน และขัดเกลาจิตใจ ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่ประพฤติสิ่งหนึ่งสิ่งใดในทางชั่วร้าย ดังอัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

"และจงละหมาด แท้จริงการละหมาดจะยังยั้งความลามกอนาจารและสิ่งต้องห้าม" อัล - อังกะบูต : 45
การละหมาด

การละหมาดเป็นศาสนกิจประการเดียวของมุสลิมที่เขาได้ปฏิบัติเป็นประจำอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เขาจะต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นประจำวันละ 5 ครั้ง การนมัสการละหมาดของบุคคลหมายถึงการขอพรของเขาต่อพระองค์ ในเมื่อบุคคลปฏิบัติละหมาดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เขาตระหนักได้ถึงความใกล้ชิดระหว่างเขากับพระเจ้า โดยทีเขาได้ขอบพระคุณพระองค์ สำนึกในบุญคุณของพระองค์ ในการที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดเขา ในฐานะของผู้ที่มีความประเสริฐสุดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพระองค์บนผืนแผ่นดินนี้ ดูแลทรัพยากรต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงประทานมา พร้อมกับนำมันมาทำให้เป็นประโยชน์

เมื่อมุสลิมเริ่มปฏิบัติละหมาด เขาก็จะชำระร่างกายให้สะอาดหมดจด ทำการล้างมือและอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความจริงแล้วจุดมุ่งหมายในการอาบน้ำละหมาด มิใช่ว่าจะปลดเปลื้องสิ่งโสมมออกจากร่างกายเท่นั้น หากแต่ว่า มันยังเป็นการขัดเกลาจิตใจของเขาให้ผ่องแผ้ว พร้อมกับมีความอิ่มเอิบใจในขณะที่จะได้เข้าเฝ้าพระองค์ อัลลฮซุบห์ ฯ พระผู้อภิบาลของเขา ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพต่างๆ มาให้กับเขา และจะมีความสำรวมตน มีความนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์องค์เดียว

เขาจะสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและดีที่สุด เพื่อเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับผินหน้าไปทางกบิละห์ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการประกอบศาสนกิจ สิ่งแรกที่เขาจะกล่าวขณะเข้าเฝ้าพระเจ้าก็คือ ถ้อยคำที่ว่า "อัลลอฮุ อักบัร-อัลลอฮ มหาใหญ่" เพื่อแสดงออกถึงการยอมรับรองต่อความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์ และจะอ่านบทขอพรซึ่งแสดงถึงการเคารพภักดีของเขาต่อพระองค์องค์เดียว โดยความบริสุทธิ์ใจและไม่ตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีต่อพระองค์ การมีชีวิตอยู่หรือการสิ้นชีวิตของเขาเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอพระองค์เดียว และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์

ต่อจากนั้นเขาก็จะอ่านบทฟาติฮะห์ (อารัมภคถา) ซึ่งจะประมวลถึงอุดมการณ์แห่งการศรัทธา ในเอกภาพของพระองค์อัลลอฮ โดยการกล่าวว่า การสรรเสริญทั้งมวลนั้นเป็นของพระองค์อัลลอฮ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พระองค์อัลลอฮทรงมากยิ่งด้วยกับการเมตตากรุณาต่อปวงบ่าวของพระองค์ และจำเป็นที่ปวงบ่าวของพระองค์จะต้องพึ่งพิงพระองค์เมื่อถึงวันปรโลก พระองค์จะทรงสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวพระองค์จะทรงตอบแทนเขาด้วยการพำนักอยู่ในสวรรค์อันบรมสุข ส่วนผู้ที่ประกอบกรรมชั่ว พระองค์ก็จะทรงตอบแทนเขาด้วยการลงทัณฑ์อันเจ็บแสบภายในขุมนรก หลังจากนั้น เขาก็จะให้สัตย์ปฏิญาณว่า เขาจะเคารพภักดีต่อพระองค์เดียว และจะไม่ตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ พร้อมกับจะขอการปกป้องคุ้มครองจากพระองค์องค์เดียว อีกทั้งยังขอให้พระองค์ทรงนำทางเข้าสู่หนทางที่เที่ยงตรง ซึ่งมิใช่หนทางของผู้ที่พระองค์ทรงโกรธกริ้วและหนทางของผู้ที่หลงผิด

เมื่อจบบทฟาตีฮะห์แล้ว ผู้ละหมาดก็จะอ่านบทอื่นจากอัลกรุอาน เช่นกับบทอัลอิคลาศ (การภักดีต่ออัลลอฮด้วยความบริสุทธิ์ใจ) ซึ่งมีใจความเกี่ยวกับเอกภาพของพระองค์อัลลอฮ คือ "จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)ว่า อัลลอฮผู้ทรงเอกะ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งเสมอ พระองค์ไม่ทรงคลอดผู้ใด และพระองค์มิได้คลอดมาจากใคร ไม่มีสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์" หลังจากนั้นเขาก็จะทำการโค้งคำนับต่อพระองค์ พร้อมกับกล่าวยอมรับในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยการกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร-อัลลอฮมหาใหญ่" และเงยศีรษะขึ้นจากการโค้งคำนับพลางกล่าวว่า "พระองค์อัลลอฮทรงได้ยินเสียงของผู้ที่สรรเสริญพระองค์ โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา มวลการสรรเสริญนั้นเป็นของพระองค์" เมื่อหยุดนิ่งชั่วครู่หนึ่งก็จะก้มลงกราบพระองค์ และจะกล่าวยืนยันถึงความสูงส่งของพระองค์ ดังเช่นกับการกล่าวยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ขณะทำการโค้งคำนับ และเมื่อเขานั่งระหว่างการกราบ เขาก็จะกล่าวขออภัยและขอความเอ็นดูเมตตาจากพระองค์ด้วยการอ่านบทของพระองค์ที่ว่า

"โอ้อัลลอฮ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานการอภัยแด่ข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงประทานความเอ็นดูเมตตาแด่ข้าพระองค์ 
ขอพระองค์ทรงประทานแนวทางอันเที่ยงธรรมแต่ข้าพระองค์และขอพระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแด่ข้าพระองค์" 

เมื่อมุสลิมทำการละหมาดร่วมกัน เขาก็จะตระหนักถึงวิญญาณแห่งความเสมอภาคกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ณ องค์พระผู้อภิบาลของเขา และไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะระหว่างกัน ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นมหาเศรษฐี หรือจะเป็นยาจกผู้ไร้เกียรติ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือสามัญชน จะเป็นผู้ที่มีอำนาจวาสนา หรือผู้ที่ไม่มีฐานะและตำแหน่งภายในสังคม เขาเหล่านั้นจะยืนละหมาดเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยความสำรวมตนต่อพระองค์อัลลอฮ พระองค์เดียว การที่มุสลิมทำการละหมาดร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ ก็เป็นภาพพจน์แสดงถึงความมีระเบียบวินัยของมุสลิม และการตรงต่อเวลาของเขาเหล่านั้นซึ่งสามารถจะประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในกิจการอื่นๆ ได้ การที่มุสลิมปฏิบัติละหมาดก็เท่ากับว่า เขาได้รำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสว่า

"ดังนั้น สูเจ้าจงดำรงละหมาดเพื่อรำลึกถึงข้า" ( ซูเราะห์ ฎอฮา โองการที่ 14 ) 
"การรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮทำให้หัวใจของสูเจ้าสุขสงบ" 

ในเมื่อการละหมาดเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ โดยเหตุนี้จึงจำเป็นที่บุคคลจะต้องมีความนอบน้อมและมีความสำรวมตนต่อพระองค์อัลลอฮให้มากที่สุด เพราะมันสิ่งที่สำคัญยิ่ง พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า

"และจงอาศัยความอดทน และการละหมาด และแท้จริง การละหมาดนั้น เป็นภาระหนัก นอกจากบรรดาผู้ที่นอบน้อมถ่อมตนเท่านั้น" ( ซูเราะห์ อัล-บะกอเราะห์ โองการที่ 45 ) 

ศรัทธาชนจะได้รับชัยชนะในวันกิยามะห์ ก็จำเป็นที่เขาจะต้องดำรงละหมาดด้วยความนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮองค์เดียว

"แท้จริง ศรัทธาจะได้รับชัยชนะ ซึ่งได้แก่ผู้ที่ปฏิบัติละหมาดด้วยความนอบน้อมถ่อมตน" ( ซูเราะห์ อัล-มุอมินูน โองการที่ 1-2 ) 

พร้อมกันนี้ การละหมาดของเขาก็จำเป็นจะต้องสมารถยับยั้งสิ่งที่ชั่วช้าและน่าเกลียดได้ด้วย พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า

"แท้จริง การละหมาดนั้น สามารถยับยั้งสิ่งที่ชั่วช้าและน่าเกลียดได้" ( ซูเราะห์ อัล-อังกะบูต โองการที่ 45 ) 

อุดมการณ์นี้ถือว่าเป็นวิญญาณประการสำคัญของการปฏิบัติละหมาด ถ้าหากว่าการปฏิบัติละหมาดของเขาไม่สามารถยับยั้งสิ่งที่ชั่วช้าและน่าเกลียดได้ มันก็จะก่อไม่ให้เกิดประโยชน์อันใดสำหรับเขา นอกจากจะเป็นเสื่อเก่าๆ ที่วางอยู่เบื้องหน้าเท่นั้น พร้อมกันนี้ การละหมาดของเขาก็มิอาจจะลบล้างมลทินได้ด้วย ท่านรสูล (ศ็อล) กล่าวว่า

"ท่านทั้งหลายไม่เห็นดอกหรือว่า ถ้าหากว่ามีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านประตูบ้านของบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่าน แล้วเขาก็อาบน้ำเป็นประจำทุกวัน 
วันละ 5 ครั้ง จะมีสิ่งโสมมติดอยู่ที่ตัวเขาอีกหรือ" บรรดาสาวกตอบว่า "ไม่มี" ท่านรสูล ศ็อลฯ กล่าวว่า "สำหรับการละหมาด 5 เวลาก็เช่นเดียวกัน 
โดยที่พระองค์อัลลอฮ จะทรงลบล้างความผิดต่างๆ ด้วยการทำละหมาดเหล่านั้น
รายงานโดย อัล-บุครี และมุสลิม 


นอกจากนี้แล้ว การละหมาดวันศุกร์ยังมีความสำคัญมากกว่าการละหมาดอื่นๆ ตรงที่ว่า พระองค์อัลลอฮได้ทรงจัดระเบียบการละหมาดวันศุกร์เอาไว้ โดยให้มุสลิมได้พบปะกัน ณ มัสยิดเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮร่วมกัน ร่วมพบปะสังสรรค์กัน และหารือกันในกิจการต่าง ๆ พร้อมกับได้สดับตรับฟังรสพระธรรมคำสอนของอิสลาม โดยเหตุนี้ คุตบะห์ยุมอะห์ (บทเทศนาในวันศุกร์) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะมันจะเสริมความรู้ความเข้าใจในหลักการของศาสนาให้กับบุคคล พร้อมกับจะขัดเกลาจิตใจของผู้ฟัง ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับภารกิจของโลกนี้ (ดุนยา) จนทำให้จิตใจมีความเคร่งเครียด ดังนั้น คุตบะห์ วันศุกร์สามารถที่จะขัดเกลาจิตใจของเขาให้พ้นจากกิเลสมารต่างๆ ได้ และสามารถทำให้จิตใจของเขามีความสงบสุขด้วยกับอุดมการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ จึงจำเป็นที่ผู้อ่านคุตบะห์ (คอตีบ) จะต้องสรรหาเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจและมีสาระมาปราศรัยในวันศุกร์ มิใช่ว่า จะปฏิบัติไปเพื่อให้พ้นหน้าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ การอ่านคุตบะห์วันศุกร์ มิใช่ว่า จะปฏิบัติไปเพื่อให้พ้นหน้าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ การอ่านคุตบะห์วันศุกร์ ของเขาก็หาได้ยังประโยชน์อันใดไม่ เกี่ยวกับความสำคัญของการละหมาดวันศุกร์นั้น พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า

"บรรดาผู้ที่ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีการเรียกร้องให้ปฏิบัติละหมาดในวันศุกร์ สูเจ้าจงรีบไปยังการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮอและจงละการค้าขาย 
นั่นเป็นการดีกว่าสำหรับสูเจ้า ถ้าสูเจ้ารู้" ( ซูเราห์ ญุมอะห์ โองการที่ 9 ) 

สำหรับความสำคัญของคุตบะห์ ท่านรสูล ศ็อลฯ กล่าวว่า

"ผู้ใดที่พูดคุยในวันศุกร์ ขณะที่อิหมามกำลังอ่านคุตบะห์ เขาก็เป็นเสมือนลาที่แบกหนังสือ และผู้ใดที่กล่าวกับผู้ที่คุยว่า จงเงียบ เขาก็จะไม่ได้รับภาคผลของการละหมาดวันศุกร์"
รายงานโดย อิหมามอะหมัด และอุบู ชัยบะห์ 


เนื้อหา

การละหมาดฟัรฎู

อัลลอฮฺทรงกำหนดให้มุสลิมทำการละหมาด วันละ 5 เวลา คือ

  1. ละหมาดศุบหฺ มี 2 ร็อกอะฮฺ เวลา เริ่มตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น
  2. ละหมาด ซุฮฺริ มี 4 ร็อกอะฮฺ เวลา เริ่มตั้งแต่ดวงตะวันคล้อย จนเงาของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทอดยาวออกไปเท่าตัว
  3. ละหมาดอัศรฺ มี 4 ร็อกอะฮฺ เวลา เริ่มตั้งแต่เมื่อเงาของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยาวกว่าเท่าตัวของมันเอง จนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน
  4. ละหมาดมักริบ มี 3 ร็อกอะฮฺ เวลา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดิน จนสิ้นแสงอาทิตย์ คือเวลาพลบค่ำ
  5. ละหมาดอิชาอฺ มี 4 ร็อกอะฮฺ เวลา เริ่มตั้งแต่เวลาค่ำจนถึงก่อนฟ้าสาง

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องละหมาด

  1. เป็นมุสลิม
  2. บรรลุศาสนภาวะ
  3. มีสติสัมปชัญญะ
  4. ปราศจากหัยฎฺ นิฟาส หรือ วิลาดะฮฺ

เงื่อนไขของการละหมาด

นอกจากมีกฎเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ผู้ละหมาดยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขของการละหมาดอีก 8 ประการ คือ

  1. ต้องปราศจากหะดัษใหญ่และหะดัษเล็ก คือ ต้องไม่มีญะนาบะฮฺ หัยฎู นิฟาส หรือ วิลาดะฮฺ และต้องมีน้ำละหมาด
  2. ร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม และสถานที่ละหมาด ต้องสะอาด
  3. ต้องปกปิดเอาเราะฮฺ กล่าวคือ ผู้ชายต้องปิดตั้งแต่สะดือถึงหัวหัวเข่า ผู้หญิงจะต้องปกปิดทั่วร่างกาย ยกเว้นมือและใบหน้า
  4. ต้องหันหน้าไปทางกิบละฮฺ
  5. ต้องรู้ว่าได้เวลาละหมาดแล้ว
  6. ต้องรับว่ามุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติการละหมาด
  7. ต้องไม่ตั้งใจเปลี่ยนการละหมาดเป็นอย่างอื่น
  8. ต้องห่างไกลจากสิ่งที่ทำให้เสียละหมาด

อ้างอิง

  • สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม. อะไรในอิสลาม กรุงเทพฯ (1) 2521.
เครื่องมือส่วนตัว