ซะกาต

จาก MuslimCampus

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

ในทางภาษาแปลว่า ความจำเริญงอกเงย การขัดเกลาจิตใจ และคำๆ นี้ถ้านำไปใช้บอกลักษณะของบุคคล แปลว่า คนนั้นเป็นคนดีในทางศาสนา ซะกาต หมายถึง ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งที่อัลลอฮทรงกำหนดให้จ่ายแก่บรรดาที่มีสิทธิ และหมายถึง การจ่ายหรือบริจาค

อิสลามถือว่า จำนวนของทรัพย์ที่ถูกนำไปจ่ายเป็นทาน ซะกาต นั้นยังความเจริญงอกเงยให้แก่ส่วนที่เหลือจากที่ได้จ่ายไป และเป็นการชำระกิเลสของผู้บริจาคนั้นด้วย อิบนิ ตัยมีนะห์ กล่าวว่า "จิตใจของผู้บริจาคบริสุทธิ์สะอาดและทรัพย์ของเขางอกเงย"

การงอกเงยและการขัดเกลามิได้จำกัดอยู่ที่ทรัพย์สินอย่างเดียว แต่กินความไปถึงจิตใจของผู้บริจาคอีกด้วย โองการที่ 103 ซูเราะห์ อัตเตาบะฮ กล่าวว่า

"จงรับเอาทานจากสมบัติของพวกเขา เพื่อเจ้า (มุฮัมมัด) จะได้ชำระพวกเขาให้สะอาดและขัดเกลาพวกเขา (ด้วยทานนั้น)" 

จึงเห็นได้ว่า ซะกาตเป็นความเจริญ ความงอกเงย และการขัดเกลาทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับรูปธรรม คือทรัพย์สมบัติ และนามธรรมคือ จิตใจ หมายความว่า การบริจาคทรัพย์ที่เป็นทานซะกาตนำมาซึ่งความเจริญ ความงอกเงยให้แก่ทรัพย์สมบัติและเป็นการขัดเกลากิเลสของผู้บริจาค มิให้เห็นแก่ตัว มีความตระหนี่ ปราศจากความเมตตาต่อบรรดาผู้ที่ขัดสนยากจน

ท่านอิบนิลอะเราะบีชี้แจงว่า ซะกาตเป็นคำพ้องของคำเศาะดะเกาะฮ ซึ่งแปลว่าทาน คือการให้ สิ่งที่ให้ หรือทำบุญให้ทาน อันหมายถึงสงเคราะห์โดยทั่วไปมิได้หมายความถึงบริจาคทานตามที่เข้าใจกัน เศาะดะเกาะฮ มาจากคำ ศิดกน อันหมายถึงการแสดงออกซึ่งความศรัทธาเชื่อถือในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ประกอบด้วยองค์สาม คือ กาย วาจา และใจ หมายความว่า เชื่อจริงพูดจริง และทำจริง เศาะดะเกาะฮ และศิดกนจึงมีรากศัพท์เดียวกัน ให้ความหมายที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน อาทิเช่นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามมีความเชื่อว่า เมื่อมนุษย์ตายไปแล้วจะฟื้นคืนชีพอีกในวันอาคิเราะฮ (วันสุดท้าย) ซึ่งเป็นปลายทางของชีวิต โลกมนุษย์เป็นเพียงทางผ่านสู่วันสุดท้าย สู่ความดีและความชั่ว โดยนัยนี้เขาจะเตรียมตัวและปฏิบัติทุกอย่างเพื่อวันนั้น (วันสุดท้าย) ถ้าเขามีความเชื่อจริง แต่ผู้ที่ยังลังเลขาดความเชื่ออย่างแน่วแน่ ถือว่าวันสุดท้ายเป็นเรื่องที่ยังมองไม่เห็น ไม่แน่นอนก็จะทำให้รู้สึกเฉื่อยชา ขาดความจริงจังที่จะเตรียมตัวเพื่อวันนั้น เห็นแก่โลกปัจจุบันมากกว่าโลกอาคิเราะห์ กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมีความตระหนี่ และจะสะสมเพื่อความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ตลอดไป โดยมองข้ามโลกอาคิเราะห์ซึ่งเป็นปลายทางของชีวิต ดังนั้น เศาะดะเกาะฮคือการให้หรือสิ่งที่ให้นี้ เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงของผู้มีศรัทธาหรืออีหมาม ซึ่งเชื่อถือในวันแห่งการตอบแทน คือวันอาคิเราะฮ โดยเหตุนี้ท่านรสูล ศ็อลฯ คือศาสดามุฮัมมัด (รายงานโดยมุสลิม) กล่าวว่า

"การให้หรือการทำบุญให้ทานนั้นเป็นพยานหลักฐาน" กล่าวคือ เศาะดะเกาะฮ นั้นเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ศรัทธาเชื่อถือที่แท้จริงในพระผู้เป็นเจ้า 

เนื้อหา

เศาะดะเกาะฮ หรือซะกาตเป็นข้อบังคับ

มีการกล่าวถึง คำซะกาต ไว้ในอัลกรุอานถึง 30 ครั้ง กล่าวควบคุมกับคำนมาซไว้ในโองการเดียวกันถึง 27 ครั้ง กล่าวควบคู่กับคำนมาซไว้ในโองการเดียวกันถึง 27 ครั้ง จาก 30 ครั้งนี้มี 8 ครั้ง เป็นโองการที่ประทานลงมาที่มักกะฮ นอกนั้นประทานลงมาที่มะดีนะฮทั้งสิ้น สมัยแรกของอิสลามที่นครมักกะฮ อัล-กรุอานได้เรียกร้องและส่งเสริมให้มุสลิมทำการสงเคราะห์บรรดาผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ขัดสนและยากจน โดยให้บรรดาผู้ที่มั่งมีได้ตระหนักว่า ทรัพย์สมบัติที่พวกเขาครอบครองนั้นส่วนหนึ่งเป็น "หักกน" คือสิทธิของบรรดาผู้ที่ทุกข์ร้อนขัดสนและยากจน ไม่ใช่เป็นสมบัติของพวกเขาเสียทั้งหมด ถึงแม้พวกเขาหามาได้เองก็ตาม อัลมะอาริจญ์ โองการที่ 24-29 กล่าวว่า

"แท้จริง มนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาเป็นผู้กระวนกระวาย เมื่อความทุกข์ยากเกิดขึ้นแก่เขาเขาก็คร่ำครวญ แต่เมื่อมีลาภเกิดขึ้นแก่เขา เขาก็หวงแหน 
นอกจากผู้นมาซบรรดาที่พวกเขาเป็นผู้หมั่นเสมอในการนมาซของพวกเรา และบรรดาที่ทรัพย์สินของพวกเขานั้นมีส่วนกำหนดไว้ (สำหรับบริจาค)" 

อัล-อันยาม โองการที่ 141 กล่าวว่า

"และพระองค์เท่านั้นคือผู้ทรงให้งอกเงยขึ้น ซึ่งส่วนต่างๆ แห่งพันธุ์ไม้เลื้อย และพันธุ์ไม้ไม่เลื้อย และต้น อินทผาลัมและไร่นาซึ่งผลของมันมีต่างๆ ชนิด 
และต้นมะกอกและต้นทับทิม ที่ละม้ายกันและที่ไม่ละม้ายกัน จงบริโภคผลของมันเมื่อมันออกผล และจงจ่ายส่วนของมัน (ซึ่งต้องบริจาคเป็นทาน) 
ในวันเก็บเกี่ยวของมันและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" 

ดังนั้นส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของผู้มั่งมีเป็นของบรรดาผู้ที่ขัดสดและยากจน ที่ผู้มั่งมีควรบริจาค การจ่ายซะกาตหรือการสงเคราะห์ช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ขัดสนนั้นได้ส่งเสริมและชักชวนให้มุสลิมปฏิบัติโดยมิได้เป็นบทบังคับ แต่ให้ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของแต่ละคนที่จะบริจาคช่วยเหลือ ในสมัยที่อิสลามยังมิได้อพยพสู่มะดีนะฮ ข้อความที่ว่าส่วนหนึ่งที่กำหนดไว้ และส่วนของมัน จากโองการข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ส่วนหนึ่งของพืชผลที่งอกเงยขึ้นจากพื้นดินนั้น ต้องจ่ายให้แก่บรรดาผู้ที่มีสิทธิ

ท่านสะอีด อิบนี ญุบัยร กล่าวว่า : โองการข้างต้นนั้นเป็นคำสั่งที่ประทานลงมาก่อนกำหนดอัตราส่วนของการจ่ายซะกาต (หมายความว่าซะกาตหรือเศาะดะเกาะฮดังกล่าวในระยะนั้นยังเป็นทานอาสาไม่ใช่บทบังคับ) และเมื่อท่าน นบี ศ็อลฯ ได้อพยพสู่มะดีนะฮแล้ว คือหลังจากได้ทำการเทศนาในมักกะฮ 13 ปี จึงได้กำหนดให้ซะกาตเป็นบทบังคับสำหรับมุสลิม พร้อมทั้งอัตราส่วนของการจ่ายและผู้มีสิ ทธิที่จะได้รับ โองวการที่กำหนดให้ซะกาตเป็นข้อบังคับภายหลังจากท่านนบีได้อพยพสู่มะดีนะฮแล้ว ปรากฎในเราะฮอัลบะเกาะเราะฮ โองการที่ 110 ซึ่งกล่าวว่า

"จงดำรงนมาซและจงบริจาคซะกาต" 

นมาซมีความสำคัญต่อการเป็นมุสลิมอย่างไร ซะกาตก็มีความสำคัญต่อการเป็นมุสลิมอย่างนั้น หมายความว่าผู้ใดขาดการนมาซและจ่ายซะกาตผู้นั้นขาดจากการเป็นมุสลิม เพราะบุคคลหนึ่งๆ จะดำรงสภาพของการเป็นมุสลิมอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์อยู่กับอัลเลาะฮพระผู้เป็นเจ้าและกับเพื่อนมนุษย์ อันจะขาดด้านใดด้านหนึ่งเสียมิได้ อิสลามเป็นศาสนาผูกพันธ์อยู่กับธาตุสองธาตุ คือธาตุแห่งจิตวิญญาณและธาตุแห่งวัตถุ การทำความภักดีหรืออิบาดะฮต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นส่วนของจิตวิญญาณ และการจ่ายซะกาตหรือการจัดระบบของทรัพย์สินเป็นส่วนของวัตถุซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่กับสังคมมนุษย์ ความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งจากทั้งสองประการนี้ การเป็นมุสลิมก็จะบกพร่องตามไปด้วย นมาซกับซะกาตจึงเป็นของคู่กันจะแยกออกจากกันมิได้ ท่านอับดุลลอฮ อิบนิมัสอูด กล่าวว่า

"พวกท่านถูกสั่งกำชับให้ดำรงนมาซและบริจาคซะกาต และถ้าผู้ใดที่มิได้จ่ายซะกาต สำหรับเขานมาซก็ไม่มี" 

หมายความว่าถึงแม้จะได้ดำรงนมาซอยู่แล้วก็ตาม ท่านอิบนิ ชัยดิ กล่าวว่า "นมาซและซะกาตได้ถูกกำหนดร่วมกันไม่มีการแบ่งแยก" ดังปรากฎจากอัลกรุอานกล่าวว่า

"และถ้าหากพวกเขา (หมายถึงพวกมุชริกีน) ได้ดำรงนมาซและบริจาคซะกาต ดังนั้น พวกเขาเป็นพี่น้องของสูเจ้าร่วมศาสนาเดียวกัน" 

โองการนี้ชี้ให้เห็นว่านมาซโดยที่ยังมิได้บริจาคซะกาตนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับ

ความสำคัญของซะกาตในแง่ของศาสนาและผลต่อสังคม

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า อิสลามได้สั่งกำชับให้ช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนในรูปของซะกาตและเศาะดะเกาะฮ โดยมิได้เป็นบทบังคับ สมัยที่ท่านนบี ศ็อลฯ ยังอยู่ที่มักกะฮแต่เมื่อได้อพยพสู่มะดีนะฮแล้ว ซะกาตหรือเศาะดะเกาะฮจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นบทบังคับ และกำหนดอัตราว่าอะไรควรจ่ายและไม่ควรจ่าย ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายตลอดปี ตลอดจนปริมาณของที่ต้องจ่าย ผู้ทรงความรู้ส่วนใหญ่เห็นว่า ซะกาตกำหนดเป็นบทบังคับเมื่อปีที่สองแห่งฮิจเราะฮศักราช ในแง่ของอิสลามถือว่าซะกาตเป็นหลักการข้อสามดังปรากฎ รายงานโดย บุคอรี-มุสลิม ท่านญิบรีล ได้มาถามท่านนบี ศ็อลฯ ว่าอิสลามคืออะไร ท่านนบี ศ็อลฯ ตอบว่า

"อิสลามคือการปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมมัดเป็นรสูลแห่งอัลลอฮ การดำรงนมาซ การบริจากซะกาต การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการทำฮัจย์" 

จากบุคอรี-มุสลิม รายงานอีกว่า ท่านนบีได้ส่งท่านมุอาซให้ไปเทศนาสั่งสอนอิสลามที่แคว้นยะมันและได้ให้โอวาทแก่มุอาซว่า

"ท่านไปหาชาวคัมภีร์ หมายถึงยิวและชาวคริสต์ ให้เชิญชวนพวกเขาสู่คำปฏิญาณว่า ไม่มีพระเป็นเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮและฉันเป็นรสูลแห่งอัลลอฮและฉันเป็นรสูลแห่งอัลลอฮ เมื่อพวกเขาได้เชื่อ

ฟังเช่นนี้แล้ว ให้แจ้งแก่พวกเขาว่า อัลลอฮทรงกำหนดการทำนมาซห้าเวลาแก่พวกเขาทุกคืนวัน เมื่อพวกเขาได้เชื่อฟังเช่นนี้แล้วให้แจ้งแก่พวกเขาว่า อัลลอฮทรงกำหนดแก่พวกเขาคือเศาะดะเกาะฮ การบริจาคทานที่รับเอามาจากคนมั่งมีในหมู่พวกเขา เพื่อจ่ายให้แก่คนยากจนในหมู่พวกเขา และเมื่อพวกเขาเชื่อฟังเช่นนี้แล้ว ท่านจงอย่ารับทรัพย์สินที่พวกเขาหวงแหนและจงยำเกรงคำวิงวอนของผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม เพราะแน่แท้ไม่มีสิ่งใดที่จะมายับยั้งการตอบรับได้จากอัลลอฮ"

รายงานจากบุคอรีและมุสลิมกล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวว่า

"ฉันได้รับคำสั่งให้ทำการต่อสู้กับมนุษย์ทั้งหลาย (หมายถึงมนุษย์ที่บูชาเจว็ดจากชนชาวอาหรับที่ทำผิดสัญญาและละเมิดขอบเขต 
หมดหนทางที่จะปรองดองกับพวกเขา พวกเขาไม่มีศาสนา กฎหมายและผู้ปกครองที่จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา) จนกว่าพวกเขาจะปฏิญาณตนว่า 
ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮและมุฮัมมัดเป็นรสูลแห่งอัลลอฮ จะดำรงนมาซและจะบริจาคซะกาต….." 

อัลกรุอานกล่าวถึงความสำคัญของซะกาตสำหรับมุสลิมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสำคัญนมาซ จากสูเราะฮ อัตเตาบะฮ โองการที่ 11 กล่าวว่า

"และถ้าหากพวกเขา (หมายถึงพวกบูชาเจว็ดชาวอาหรับมุชรีกีน) ได้ดำรงนมาซและได้บริจาคซะกาต ดังนั้นพวกเขาเป็นพี่น้องร่วมศาสนาเดียวกันกับสูเจ้า" 

โทษของการไม่จ่ายซะกาต ซึ่งจะได้รับในดุนยา และอาคิเราะฮฺ

บุคอรีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า

"ผู้ใดที่ได้รับการประทานทรัพย์จากอัลลอฮ แต่เขามิได้จ่ายส่วนของมันที่เป็นซะกาตในวันอาคิเราะฮ เขาจะเผชิญหน้ากับงูตัวหนึ่ง 
เป็นงูตัวผู้หัวล้านมีจุดดำบนดวงตาทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นลักษณะของงูที่มีพิษร้ายแรงมาก งูตัวนั้นจะมารัดกายเขาแน่นแล้วพูดขึ้นว่า 
"ฉันนี่แหละคือทรัพย์สมบัติ และคลังของท่าน" และเมื่อได้บอกเล่าเช่นนั้นแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ นำโองการหนึ่งมาซึ่งมีความดังนี้ 
"และจงอย่าให้ผู้ตระหนี่ (ที่จะบริจาค) ตามที่อัลลอฮได้ทรงประทานแก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์คิดว่า (การตระหนี่นั้น) 
มันเป็นการดีสำหรับพวกเขา ในไม่ช้าพวกเขาจะคล้องที่พวกเขาตระหนี่โดยนัยนั้นในวันฟื้นขึ้น" (อะลาอิมรอน : 180) 

ท่านนบี ศ็อลฯได้เปรียบเทียบทรัพย์สมบัติของบุคคลที่ไม่จ่ายซะกาต ซึ่งจะฟื้นขึ้นในวันแห่งการตอบแทนโดยจะกลายเป็นงูซึ่งมีลักษณะดังกล่าวแล้ว และจะมีพิษมากเมื่อแก่ ซึ่งถือกันว่ามีพิษร้ายแรงที่สุดในบรรดางูทั้งหลาย จะมาปรากฎตัวต่อเจ้าของทรัพย์และจะรัดกายของเขาอย่างเหนียวแน่นเป็นการลงโทษ เพราะเขามิได้จ่ายส่วนที่เป็นซะกาตแก่บรรดาผู้ขัดสนยากจนตามที่พระเจ้าทรงกำหนด

สำหรับโทษในดุนยานั้นผู้ไม่ได้จ่ายส่วนที่เป็นซะกาตจะได้รับโทษถึง 2 ทางคือ โทษทางธรรมชาติ หรือกฎกำหนดสภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้า และโทษทางศาสนาหรือโทษทางบ้านเมืองที่ปกครองแบบอิสลาม

โทษทางธรรมชาติหรือกฎกำหนดสภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้น มีรายงานจากอัตฎ็อบรอนีว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวโดยมีความว่า

"กลุ่มชนหรือหมู่คณะใด ที่ไม่จ่ายซะกาตอัลลอฮจงลงโทษกลุ่มชนนั้นด้วยความแห้งแล้งและขาดแคลนอาหาร" 

อีกกระแสหนึ่งเป็นรายงานจาก อิบนิมาญะฮ อัลบัซซารและอัลบัยฮากีว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า

"เมื่อใดไม่มีการจ่ายทรัพย์ของพวกเขาเป็นซะกาต เมื่อนั้นฝนจากฟากฟ้าจะไม่ตก และถ้าไม่เพราะ (เห็นแก่)ปศุสัตว์แล้วฝนจะไม่ตกเลย" 

รายงานจาก อัลบัซซาร และอัลบัยฮากีว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า

"ทรัพย์สมบัติส่วนใดที่ปะปนอยู่กับ ส่วนที่เป็นทานหรือซะกาตที่ยังไม่ได้จ่าย ทรัพย์นั้นจะประสบความเสียหาย" 

หมายความว่าทรัพย์ที่เป็นส่วนของซะกาต แต่ยังมิได้จ่ายเป็นทานปะปนอยู่กับทรัพย์ที่ไม่ต้องจ่าย จะทำให้ทรัพย์ที่ไม่ต้องจ่าย จะทำให้ทรัพย์ทั้งหมดพลอยเสียหายไปด้วย โทษทางศาสนาหรือโทษของบ้านเมืองที่ปกครองแบบอิสลาม เช่น การปกครองแบบคอลีฟะฮ หรือที่สืบช่วงการปกครองจากนบี ศ็อลฯ รายงานจาก อะหมัด นิสาอีย และอบูดาวูดว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า

"ผู้ใดจ่ายซะกาตเพื่อรางวัลจากอัลลอฮ รางวัลนั้นก็จะได้แก่เขา และผู้ใดที่ไม่ยอมจ่าย โดยแน่นอนเราจะเป็น 
ผู้ริบซะกาตนั้นและยึดทรัพย์ของเขาอีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะเป็นข้อหนึ่งจากข้อกำหนดทั้งแห่งพระผู้อภิบาลของเรา 
แต่ซะกาตนั้นไม่เป็นที่อนุมัตแต่อย่างใดเลย แก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด" 

หะดีษนี้แสดงให้เห็นว่า

  • มุสลิมจ่ายซะกาต มิได้เพื่ออื่นใด แต่เพื่อแสดงความภักดีหรืออิบาดะฮอย่างหนึ่งต่ออัลลอฮ
  • ผู้ใดเห็นแก่ตัว ตระหนี่ ไม่จ่าย จะถูกยึดทรัพย์โดยฝ่ายปกครอง
  • ซะกาตเป็นส่วนที่บรรดาผู้ขัดสนและยากจนจะได้รับ แต่สำหรับท่านนบี ศ็อลฯ และวงศ์วานของท่านไม่มีสิทธิ์ได้รับ

การรวบรวมและจ่ายซะกาต

ในระบอบของอิสลามไม่ได้แยกศาสนจักรและอาณาจักรออกจากกัน แต่ทั้งศาสนจักรและอาณาจักรรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การรวบรวมและจ่ายซะกาตเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองบ้านเมือง เป็นหลักปฏิบัติสืบมาตั้งแต่สมัยท่านนบี คุละฟาอ รอชิดีน และยุคต่อๆ มาที่สืบการปกครองตามระบบของอิสลาม บัญญัติจากบทที่ 9 โองการที่ 60 ที่สั่งกำชับให้จ่ายซะกาตแก่บุคคล 8 ประเภท นั้น ท่านนบี ศ็อลฯ ได้นำไปอธิบายเป็ฯภาคปฏิบัติ โดยแต่งตั้งบุคคลคณะหนึ่งให้ไปเก็บรวบรวมซะกาตจากบรรดาเจ้าของทรัพย์สินดังปรากฎรายงานจากบุคอรีและมุสลิม โดย อิบนิอับบาส ซึ่งมีความว่าขณะที่ท่านนบี ศ็อลฯ มอบหมายหน้าที่ให้แก่มุอาซไปรวบรวมซะกาตจากแคว้นยะมันในขณะนั้น ท่านได้สั่งแก่มุอาซว่า

"จงแจ้งแก่พวกเขา (หมายถึงชาวยะมัน) ว่า แน่แท้อัลลอฮทรงกำหนดทานจากทรัพย์สมบัติของพวกเขา โดยให้รับเอาจากบรรดาผู้มั่งมี 
เพื่อนำไปจ่ายแก่บรรดาผู้ยากจนของพวกเขา และถ้าพวกเขาเชื่อฟังเจ้าโดยนัยนี้ แต่พึงระวังอย่าได้รับเอาทรัพย์ส่วนใดที่พวกเขาหวงแหน" 

มีอะไรบ้างที่ต้องจ่าย

  1. เงินแท่งทองแท่ง
  2. รายได้จากปศุสัตว์
  3. รวยได้จากพืชผล
  4. รายได้จากการค้า
  5. ขุมทรัพย์

อัตราจ่ายซะกาต

อัตราจ่าย ซะกาต อูฐ แพะ แกะ และวัวควาย มีดังนี้

อูฐ
จำนวนอูฐ จ่ายซะกาต
อูฐ 5 ตัว ถึง 9 ตัว แกะ 1 ตัว
อูฐ 10 ตัว ถึง 14 ตัว แกะ 2 ตัว
อูฐ 15 ตัว ถึง 19 ตัว แกะ 3 ตัว
อูฐ 20 ตัว ถึง 24 ตัว แกะ 4 ตัว
อูฐ 24 ตัว ถึง 35 ตัว ลูกอูฐตัวเมียอายุย่างเข้า 2 ขวบ 1 ตัว
วัวและควาย
จำนวนวัว จ่ายซะกาต
30 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว
40 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว
60 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 2 ตัว
70 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 1 ตัว กับอีก 2 ขวบ 1 ตัว
80 ตัว ลูกวัวอายุ 2 ขวบ 2 ตัว
90 ตัว ลูกวัวอายุ 1 ขวบ 3 ตัว
100 ตัว ลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1 ตัว กับอีก 1 ขวบ 2 ตัว
แพะแกะ
จำนวนแพะหรือแกะจ่ายซะกาต
40 ถึง 120 ตัว 1 ตัว
121 ถึง 200 ตัว 2 ตัว
211 ถึง 399 ตัว 3 ตัว
400 ถึง 499 ตัว 4 ตัว
500 ถึง 599 ตัว 5 ตัว
มีเกินกว่านี้ จ่าย 1 ตัว ต่อ 100 ตัว


อัตราจ่ายซะกาตสำหรับเงิน (ที่ใช้จ่าย) ทองคำและเงินแท่ง

จำนวนครบอัตราจ่ายเป็นซะกาตอัตราจ่ายซะกาต
จำนวนเงินครบอัตราจ่ายเป็นซะกาตเท่ากับราคาทองคำซึ่งหนัก = 20 ดีนาร (หรือมิษกอล)
หรือ = 85 กรัม
หรือ = 5.6667 บาท (น้ำหนักทองคำ)
อัตราจ่ายซะกาต = 2.5 %
ทองคำครบ 20 ดีนาร = 5.6667 บาท จ่ายเป็นซะกาต = 0.5 ดีนาร
หรือ = 2.125 กรัม
หรือ = 0.14167 น.น.ทองคำ
เงินแท่งครบ 200 ดิรฮัมจ่ายเป็นซะกาต = 5 ดิรฮัม
หรือเท่ากับทองคำซึ่งหนัก = 3.5 ดีนาร
หรือ = 14.875 กรัม
หรือ = 0.99167 บาท

หมายเหตุ

ดินาร หรือมิษกอล เป็นมาตราชั่งน้ำหนักทองคำ

ดิรฮัม เป็นมาตราชั่งน้ำหนักเงิน

อ้างอิง

  • สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม. อะไรในอิสลาม กรุงเทพฯ (1) 2521.
เครื่องมือส่วนตัว